สินค้าประหยัดน้ำมัน ชุดสำเร็จรูปมีจำหน่ายแล้วราคาพิเศษ dv hydrogen 

                  
  

       Mainmenu

        อาหารเสริม
        เสริมสุขภาพ
       หมวดพลังงาน
            สินค้าทั่วไป
 
             สมุนไพร

 
หนังสือพิมพ
@
เดลินิวส์
@ ไทยรัฐ
@ ไทยโพสต์
@ มติชน
@ มติชนสุดสัปดาห์
@ ข่าวสด
@ ประชาชาติธุรกิจ
@ คมชัดลึก
@
ผู้จัดการ
@ ผู้จัดการรายสัปดาห์
@ ผู้จัดการรายเดือน
@ โพสต์ทูเดย์
@ กรุงเทพธุรกิจ
@ กรุงเทพธุรกิจ Biz week
@ ฐานเศรษฐกิจ
@ เส้นทางเศรษฐกิจ
@ แนวหน้า
@ สยามรัฐ
@ Bangkok Post
@ เนชั่น
@ เนชั่นสุดสัปดาห์
@ สยามธุรกิจ
@ กระแสหุ้น
@ บ้านเมือง
@ เทเลคอม เจอร์นัล
@ เนชั่นแชนแนล
Bookmark and Share
 
สถิติวันนี้

105 คน

สถิติเมื่อวาน

49 คน

สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด

724 คน
136615 คน
9298248 คน

เริ่มเมื่อ 13/11/08

  

Photo by ::

อันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถือ

SCALAR ENERGY ION STICKER

สำหรับติดโทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, เตาอบไมโครเวฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ

ช่วยป้องกันรังสี ทำลายเซลล์ประสาท โรคมะเร็ง

อันเป็นสาเหตุมาจากการรับคลื่นรังสีเข้าไปในร่างกาย เป็นระยะเวลานานๆ

สติ๊กเกอร์ประกอบไปด้วย : พลังงานอนุภาคประจุลบ (Negative Ion),

พลังงานแม่เหล็ก (Magnetic Energy),

พลังงานฟาอินฟราเรด เรย์ (Far Infraed Ray)

มีรายงานผลทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถือ เนื่องจากโทรศัพท์มือถือสามารถ แผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาได้ และเป็นรังสีชนิดเดียวกับเตาไมโครเวฟ
ซึ่งเป็นคลื่ความร้อนทำลายเซลล์ดีหลายชนิดเพียงแต่มีปริมาณ รังสีที่น้อยกว่าเตาไมโครเวฟเท่านั้นผลจากการ
ศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ารังสีไมโครเวฟ สามารถทำลายเซลล์ประสาทและเซลล์ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์
มารดา ทำให้เป็น “โรคต้อกระจก” เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ของโลหิตและยังเป็นสาเหตุของความอ่อนแอใน
ระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

หน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีของโทรศัพท์ไร้สาย หรือ “WTR” (Wireless Technology Research) ได้ทำการศึกษา
ผลข้างเคียงจากการใช้โทรศัพท์ มือถือเป็นเวลา 7 ปี ก่อนจะมีรายงานสรุปผลออกมาสู่สาธารณชนว่ารังสี
ไมโครเวฟที่แพร่ออกมาจากเครื่องโทรศัพท์ มือถือนั้นมีฤทธิ์ ทำลายสารพันธุกรรมในเม็ดเลือด แต่สิ่งที่น่ากลัว
ไม่ใช่ระดับความถี่ของรังสีไมโครเวฟ แต่เป็นช่วงระยะเวลาของการใช้งานดังนั้นผู้ที่ ใช้โทรศัพท์มือถือคุย
ต่อเนื่องกันนานๆ มีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะเป็น “โรคเนื้องอกในสมอง” ชนิดหนึ่งซึ่ง เรียกกัน ทางการแพทย์ว่า “Neuroepithelial Tumors” และดร.เล็นนาร์ท ฮาร์เดลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากสวีเดน กล่าวว่ามีข้อ
บ่งชี้ทางชีววิทยา ว่ารังสีไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือมีความเสี่ยงต่อการเกิด เนื้องอกในสมองสูงถึง 2.5 เท่า
และในเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี จะดูดซับรังสี ไมโครเวฟในอัตราที่สูงกว่าผู้ใหญ่ถึง 3 เท่า

แพทย์สรุปแล้วคลื่นโทรมือถือมีฤทธิ์ก่อมะเร็ง ศัลยแพทย์จุฬาฯระบุ ผลวิจัยของ ฮาร์วาร์ด ที่ได้รับทุนจากบริษัทมือถือ
สรุปผลออกมาแล้วว่า การใช้โทรศัพท์มือถือส่งผลให้เซลล์มนุษย์เปลี่ยนแปลงและอาจก่อให้เกิดมะเร็งหรือเนื้องอกในสมองได้
แนะให้กดรับ โทรศัพท์ให้ห่างตัวก่อนพูดคุยตามปกติ

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม น.พ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑาศัลยแพทย์ระบบประสาท คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า
เมื่อเร็วๆ นี้รายงานของคณะกรรมการพิเศษ สภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทโทรศัพท์มือถือ
ทุกยี่ห้อทุกระบบ ให้คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นผู้บริหารจัดการ โดยศึกษาวิจัยการใช้โทรศัพท์มือถือผลกระทบ
ต่อสุขภาพระยะยาว และได้ทยอยเปิดเผยรายงานวิจัยดังกล่าวออกมาเป็นระยะล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนนี้

นักวิจัยได้เปิดเผยผลการศึกษาในสัตว์ทดลองที่ศึกษามานานกว่า 7 ปี พบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือมีผลกระทบต่อความเปลี่ยน
แปลงในระดับเซลล์ของมนุษย์ทำให้การซ่อมแซมดีเอ็นเอในร่างกายเสื่อมสมรรถภาพ และมีความเป็นไปได้ทำให้เกิดเนื้องอกหรือ
มะเร็งที่สมองได้ จากการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้นำไปศึกษาต่อในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งสมอง พบว่าเนื้องอกที่สมองมีความ
สัมพันธ์กับการใช้โทรศัพท์มือถือ กล่าวคือพบว่าผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกในสมองจะเป็นข้างเดียวกับข้าง ที่ใช้โทรศัพท์ ถ้าถือ
โทรศัพท์มือถือข้างขวาก็เป็นเนื้องอกที่สมองข้างขวา และยังพบว่าในเนื้องอกนั้นมีเซลล์ลักษณะพิเศษที่พบเฉพาะ ในผู้ที่ใช้
โทรศัพท์มือถือ ซึ่งนักวิจัยพยายามหาข้อมูลเชิงระบาดวิทยาให้มากขึ้น เพื่อยืนยันผลการทดลองดังกล่าว แต่โดยสรุปแล้ว
คณะกรรมการพิเศษเห็นว่าผลการศึกษานี้มีมูล รวมทั้งจะพิมพ์เป็นตำราอย่างเป็นทางการภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้

จนเป็นเหตุให้บริษัทที่ทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือพยายามวิ่งล็อบบี้ไม่ให้ ผลการวิจัยนี้ออกมาเผยแพร่ ต่อสาธารณชน น.พ.ธีรวัฒน์
กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศอังกฤษ ยังได้ออกประกาศเตือนประชาชน
โดยเฉพาะวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะเชื่อว่า ช่วงอายุดังกล่าวสมองของเด็กวัย รุ่นยังเติบโต
พัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งกะโหลกศีรษะไม่หนาพอที่จะรับผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กหรือรังสีจากโทรศัพท์ มือถือได้อย่างเต็มเม็ด
เต็มหน่วย อย่างไรก็ตามจากการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ จากโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการใช้
โทรศัพท์มือถือครั้งละ 1 นาที10 ครั้ง ติดต่อกัน ช่วงระยะเวลาหนึ่ง กับการใช้โทรศัพท์มือถือ ครั้งละ 10 นาที มีอันตราย
มากน้อยต่างกันหรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศนั้นมีคำแนะนำให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือเป็นประจำ
ให้ใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีช่วย เพื่อให้ปริมาณและอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือห่างสมองมากที่สุด

ขณะเดียวกันก็มีนักวิจัยถกเถียงเรื่องแฮนด์ฟรีนี้อยู่มากว่า จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อสมองได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจาก
พลังงานคลื่นแม่เหล็กจากโทรศัพท์มือถือจะมีมากที่สุดขณะที่มีสายเรียกเข้าซึ่งระหว่างนั้น เสาสัญญาณจะปล่อยพลังงาน
ออกมาก เพื่อรับส่งสัญญาณผมจึงอยาก แนะนำว่าโทรศัพท์มือถือใน ยุคนี้สมัยนี้อาจจะมีความจำเป็นสำหรับประชาชนอยู่ เพราะฉะนั้นหากจำเป็นต้องใช้ ขอให้ใช้น้อยที่สุด และเมื่อมีสัญญาณ โทรศัพท์เรียกเข้ามา กดรับสายให้ห่างตัวสักพักจึงค่อย
นำมาแนบหู เพื่อความปลอดภัย เพราะผลกระทบทบจากโทรศัพท์มือถือ ทุกระบบ ทุกยี่ห้อ ไม่ได้แสดงออก ให้เห็นทันทีทันใด แต่จะเป็นผลสะสมระยะยาว

อ้างอิงจาก http://dek-d.com/board/view.php?id=887735

 

อันตรายจากการใช้คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์

ในประเทศออสเตรเลีย ได้มีผลวิจัยออกมาว่าผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ มีโอกาสเป็น “มะเร็งสมอง” เพิ่มขึ้น
เพราะสนามแม่เหล็กที่ส่งผ่าน ออกมาจาก มอนิเตอร์ หรือจอคอมฯ ที่ใช้หลอด Cathode-ray นั่นเอง โดยการวิจัย
นี้ ได้รับแรงสนับสนุนยืนยันจากการศึกษาวิจัยที่เรียกว่า Adelaide Study ในเรื่องการได้รับสนามแม่เหล็กกับมะเร็ง ซึ่งเจาะจงศึกษามะเร็งสมองชนิด ที่เรียกว่า “กลิโอมา”(Glioma) โดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังได้พบอีกว่าผู้หญิง มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้สูงขึ้นแต่เป็นเพียงแค่สมมติฐานหนึ่ง เท่านั้น เพราะจากการวิจัยพบว่า ยังมีส่วนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหลาย อย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดหมาย

ได้มีงานการวิจัยมากกว่า 30 ชิ้น ที่รายงานผลการศึกษาในผู้ใหญ่ที่ทำงานใน บริเวณที่มีสนามแม่เหล็กสูง พบว่าเป็นมะเร็งหลายชนิด (ที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งในเม็ดโลหิต สมอง และทรวงอก) และหญิงที่นั่งทำงาน
อยู่หน้าคอมฯ ทุกวันโอกาสตั้งครรภ์จะน้อย เด็กและหญิง มีครรภ์ ไม่ควรอยู่ใกล้เครื่องคอมฯ เพราะอันตราย
จากรังสีมีอยู่มากมาย เช่นคลื่นรังสีจากคอมฯ ทำให้ เซลล์ที่ควบคุมแคลเซียมทำงาน เร็วขึ้น ซึ่งทำให้ง่าย
ต่อการเป็นมะเร็ง รังสี จากคอมฯ, มอนิเตอร์ มีผลให้เด็กในครรภ์ผิดปกติ แท้ง หรืออาจจะคลอด ก่อนกำหนด และทำให้เยื่อจมูกอักเสบ, ปวดศีรษะ, นอนไม่หลับ, ฯลฯ ที่กล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ยังมีผลการวิจัยศึกษา
อีกมากมายที่กล่าวถึง อันตรายจากสิ่งหล่านี้

แพทย์เตือนอันตรายจากมือถือ เพศชายไม่ควรเหน็บเอว เสี่ยงเสื่อม

แพทย์เตือนผู้ชายไม่ควรพกมือถือที่เอว เสี่ยงรับผลกระทบต่อไข กระดูก และอัณฑะ และกรณีโรคหัวใจไม่ควรพกใส่กระเป๋าเสื้อ แม้ไม่มีผลยืนยันชัดเจน แต่ต้องป้องกันไว้ก่อน ทั้งไม่ควรโทรนานเกิน 15 นาที เพราะอาจส่งผลต่อการทำงานของสมองและระบบ
เม็ดเลือดแดง นายแพทย์สักกะ ณ ตะกั่วทุ่ง แพทย์หู คอ จมูก ประจำโรงพยาบาลพญาไท กล่าวในการสัมมนา

"บทบาทแพทย์ไทยกับความปลอดภัยของอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย" วานนี้ (2 พ.ย.) ว่า สิ่งที่วงการแพทย์สามารถยืนยันได้ถึงผลกระทบ
ดังกล่าวในขณะนี้ก็คือ การคุยโทรศัพท์เคลื่อนที่นานๆ ผู้ใช้อาจเกิดอาการปวดศีรษะ, ผิวหนังเหี่ยวย่น, ความจำแย่ลง เนื่องจากคลื่น
ความร้อนจากเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสมมติฐานที่ว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาจทำให้เกิด
การรั่วของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะสะสมในระบบหมุนเวียนโลหิต ส่งผลให้เกิดโรคความดันสูงนอกจากนี้ ยังทำให้เยื่อหุ้มสมอง
เสื่อม เป็นผลให้เกิดโรคความจำเสื่อม และอัลไซเมอร์ได้

"แม้ในสหรัฐเอง ก็ยังไม่มีงานวิจัยใดที่ยืนยันถึงผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ มีการนำคน 400 คนมาทดสอบ ทั้งที่ใช้ และไม่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ยังเปรียบเทียบความแตกต่างไม่ได้ อีกทั้งมีคดีฟ้องร้องที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่า 10 คดี แต่ไม่มีคดีใดชนะ เพราะไม่สามารถหาหลักฐานชัดเจนที่จะมาเอาผิดได้" นายแพทย์สักกะ กล่าว ระยะใช้งาน-เวลา 2 ตัวแปรหลัก ด้านนายพิสิฐ บุญศรีเมือง อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง กล่าวว่า ผลกระทบจากเทคโนโลยี ที่มีคลื่นออกมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยใน 2 ตัวแปรหลัก ได้แก่...

1. การใช้งานในระยะใกล้ ที่เอาโทรศัพท์มาอยู่ใกล้บริเวณสมองมาก ทำให้กำลังส่งของเครื่องอาจจะกระทบต่อบริเวณสมองได้ ฉะนั้นจึงควรใช้แฮนด์ฟรี ที่ทำให้การใช้งานไกลจากบริเวณสมอง แต่กำลังส่งยังเท่าเดิม

2. ระยะเวลาของการสนทนาจากการใช้โทรศัพท์ ซึ่งข้อมูลทั่วไปในทางเทคนิคของการใช้เครื่องมือแพทย์บางชนิด เช่น เครื่องมือกายภาพบำบัด ที่ต้องใช้การกระตุ้นไฟฟ้า ทำให้เลือดหมุนเวียน จะมีการใช้งานเฉลี่ย 15 นาทีต่อครั้ง ดังนั้นการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นานกว่า 15 นาที อาจส่งผลต่ออุณหภูมิของเลือดหรือเนื้อเยื่อ ที่จะเพิ่มขึ้นได้ โดยส่งผลต่อความรู้สึกบางอย่าง เมื่ออุณหภูมิของเลือดเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยง และป้องกันการกระทบต่อคลื่นแม่เหล็ก ที่มีความเข้มข้นสูง

แนะผู้ชายไม่ควรเหน็บเอว นายแพทย์ชูศักดิ์ เวชแพทย์ หนึ่งในคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยใดๆ ที่ยืนยันได้ว่า การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออาจมีผลเพียงเล็กน้อย แต่ในระยะยาวนั้นไม่สามารถระบุได้ ทั้งนี้ ควรจะมีการป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับสุขภาพได้ จากปกติการพกโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเหน็บไว้ที่เอว ซึ่งใกล้กับกระดูกเชิงกราน และอาจส่งผลกระทบต่อไขกระดูกและอัณฑะในเพศชายได้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงโดยการพกไว้ในกระเป๋าเสื้อจะดีกว่า ยกเว้นกับบุคคลที่เป็นโรคหัวใจ อีกทั้งน่าจะใช้แฮนด์ฟรี ซึ่งสายที่ใช้จะต้องไม่แนบติดกับตัวมากนัก รวมถึงการใช้อุปกรณ์ห่อหุ้มในเครื่องเพื่อลดคลื่นได้กว่า 50% รวมถึงอาจจะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มีกำลังส่งน้อย อย่างไรก็ตาม หากมีกำลังส่งน้อยก็อาจจะทำให้สื่อสารได้สัญญาณไม่ชัดเจน "ขณะนี้ทำได้แต่เพียงการออกข้อแนะนำทั่วไปที่ให้ ประชาชนได้ทราบถึงผลกระทบ ที่ อาจจะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เป็นธุรกิจที่มีผลประโยชน์มหาศาล และปัจจุบันการใช้งานก็มีการแพร่หลายมากขึ้นด้วย" นายแพทย์ชูศักดิ์ กล่าว ขณะที่นายสักกะ กล่าวว่า ทางออกที่น่าจะทำได้ คือ การหลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์นาน ปัจจุบันก็ไม่สามารถระบุได้

ปัจจัยด้านอายุมีผลกระทบต่อการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากน้อยเพียงใด ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์นานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คลื่นความถี่ไม่เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพ เพราะยังไม่มีรายงานวิจัยที่ยืนยันในเรื่องดังกล่าว ด้านนายพิสิฐ กล่าวว่า เหตุผลที่ไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันออกมา เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาในการทดลอง ซึ่งต้องใช้หลายกลุ่มตัวอย่างเพื่อการทดลอง การตั้งเงื่อนไขตัวแปร เช่น การจำกัดเวลาใช้งาน รวมถึงระยะเวลาการพิสูจน์ ว่าจะเกิดผลกระทบขึ้น อาจจะต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี จึงจะเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น มีเพียงการกำหนดข้อแนะนำ ที่ควรจะปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสิ่งที่เห็นได้ชัด คือการงดใช้อุปกรณ์สื่อสารในบริเวณโรงพยาบาล เช่นเดียวกับการงดการใช้อุปกรณ์สื่อสารในเครื่องบิน รวมถึงการขับรถ ซึ่งควรจะออกกฎให้มีการใช้แฮนด์ฟรี เพราะจะส่งผลกระทบกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้

อ้างอิงจาก http://forums.212cafe.com/siri2009/board-19/topic-6.html

สัปดาห์วิทย์ย้ำอันตรายมือถือปวดหัว-มะเร็ง

สภาสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ จัดนิทรรศการแจงอันตรายโทรศัพท์มือถือต่อสุขภาพ ภายในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ พร้อมแนะนำ
วิธีใช้ที่ปลอดภัย มุ่งลดปริมาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทะลุทะลวงสมอง

ดร.ดนัย ทิวาเวช กรรมการสมาคมพิษวิทยา และรองเลขาธิการสภาสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สสวทท.) กล่าวว่า สสวทท.จัดนิทรรศการมนุษย์และสิ่งรอบตัว ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-28 สิงหาคม ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยนำเสนอข้อมูลผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือที่มีต่อสุขภาพ เพื่อให้ผู้ใช้ตระหนัก
ถึงอันตรายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ปัจจุบันประชากรกว่า 1.4 พันล้านคนทั่วโลกพกพาโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ในประเทศไทยมีผู้ใช้กว่า 20 ล้านคน และมีแนวโน้ม
ที่จะเพิ่มมากขึ้น แต่การใช้โทรศัพท์มือถือแนบหูครั้งละนานๆ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยในระยะสั้นจะมีอาการปวดหู ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว มึนงง ขาดสมาธิ และเกิดความเครียดนอนไม่หลับ ส่วนผลในระยะยาว อาจทำให้เกิดโรคความจำเสื่อม โรคมะเร็งสมอง มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อป้องกันอันตรายในอนาคต ผู้ใช้มือถือควรใช้แต่ละครั้งให้น้อยลง ใช้อุปกรณ์หูฟังทุกครั้ง เพราะจะทำให้ได้รับ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าน้อยลง หลีกเลี่ยงการใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ เพราะคลื่นแม่เล็กไฟฟ้าจะผ่านกะโหลกศีรษะของเด็ก
เข้าสู่เยื่อสมองได้ลึกกว่าของผู้ใหญ่ ไม่ใช้มือถือในขณะขับรถ เพราะทำให้ขาดสมาธิและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หลีกเลี่ยงการใช้
ในขณะเติมน้ำมันรถยนต์ เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้

สำหรับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ควรจะให้ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการที่ถูกต้อง และทันเหตุการณ์กับประชาชน เพื่อสร้างจิต
สำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งมีมาตรการควบคุมอันตรายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหา
เกี่ยวกับอันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทย มีประสิทธิภาพในอนาคต

อ้างอิงจาก http://hitech.sanook.com/mobile/news_06524.php

ราคาสติ๊กเกอร์แผ่นละ 80- สั่งซื้อ 10 แผ่นแถม 1 แผ่น   084-150-72-09 ไกรเทพ

 

                                                     

        ทะเบียนพาณิชย์อีเลคทรอนิคส์ เลขที่  3500700033173   www.tmd.go.th       www.weredhome.com/       http://www.rakdang.com/     www.watchomlhiri.com   http://thaitvnews2.blogspot.com/2011/05/blog-post_6097.html       

Copyright (c) 2009 by dcmbusiness.com              084-150-7209 , 086-428-8613     vitcm1@gmail.com