สินค้าประหยัดน้ำมัน ชุดสำเร็จรูปมีจำหน่ายแล้วราคาพิเศษ dv hydrogen 

                  
  

       Mainmenu

        อาหารเสริม
        เสริมสุขภาพ
       หมวดพลังงาน
            สินค้าทั่วไป
 
             สมุนไพร

 
หนังสือพิมพ
@
เดลินิวส์
@ ไทยรัฐ
@ ไทยโพสต์
@ มติชน
@ มติชนสุดสัปดาห์
@ ข่าวสด
@ ประชาชาติธุรกิจ
@ คมชัดลึก
@
ผู้จัดการ
@ ผู้จัดการรายสัปดาห์
@ ผู้จัดการรายเดือน
@ โพสต์ทูเดย์
@ กรุงเทพธุรกิจ
@ กรุงเทพธุรกิจ Biz week
@ ฐานเศรษฐกิจ
@ เส้นทางเศรษฐกิจ
@ แนวหน้า
@ สยามรัฐ
@ Bangkok Post
@ เนชั่น
@ เนชั่นสุดสัปดาห์
@ สยามธุรกิจ
@ กระแสหุ้น
@ บ้านเมือง
@ เทเลคอม เจอร์นัล
@ เนชั่นแชนแนล
Bookmark and Share
 
สถิติวันนี้

48 คน

สถิติเมื่อวาน

49 คน

สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด

667 คน
136558 คน
9298191 คน

เริ่มเมื่อ 13/11/08

  

พรอพอลิสคืออะไร                        

คุณประโยชน์ของโปรพอลิส

            

 

            พรอพอลิส เป็นส่วนผสมที่มีลักษณะเหนียวข้นเป็นยาง (Resinous) ได้มาจากยางของเปลือกไม้ที่ผึ้งงานรวบรวมมา โดยเฉพาะยางที่เคลือบอยู่บริเวณตาใบ (leaf buds) หรือยางที่ไหลออกมาจากส่วนต่าง ๆ ของต้นพืช โดยนำมาผสมกับไขผึ้งแล้วนำมาซ่อมแซมรัง อุดชันรอยรั่ว ตลอดจนรักษาความสะอาด และป้องกันการระบาดของเชื้อโรคภายในรังได้ด้วย โดยเมื่อมีซากของศัตรูผึ้งตายอยู่ในรัง และมีขนาดใหญ่ที่ผึ้งไม่สามารถจะนำออกไปทิ้งนอกรังได้   ผึ้งจะนำสารพรอพอลิสมาหุ้มไว้ ทำให้ซากนั้นไม่เน่า

            คำว่า พรอพอลิส (Propolis) เป็นภาษากรีก เกิดจากการสมาสคำ 2 คำ คือ  Pro ซึ่งหมายถึง ก่อนหรืออยู่ข้างหน้า และคำว่า Polis ซึ่งหมายถึง เมือง เมื่อรวมคำแล้วจึงมีความหมายว่า "หน้าเมืองหรือกำแพงป้องกันเมือง" นั่นเอง

 

ส่วนผสมและสารสำคัญในพรอพอลิส

            ด้วยสรรพคุณที่น่ามหัศจรรย์ของพรอพอลิสทำให้มีการวิเคราะห์หาส่วนผสมและสารสำคัญในพรอพอลิส ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ปรากฎว่า พรอพอลิส ประกอบด้วย

                  §         ส่วนผสมของยางไม้และขี้ผึ้ง ประมาณร้อยละ 50-55 §         ขี้ผึ้งเหลือง ร้อยละ 30 xml:namespace prefix = o />

§         น้ำมันหอม ร้อยละ 10-15 และ

§         ละอองเกสร ร้อยละ 5

            จากส่วนผสมดังกล่าว เมื่อพิจารณาในด้านสารประกอบทางเคมี จะพบสารสำคัญที่ทำให้พรอพอลิสมีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะที่ดีที่สุดตามธรรมชาติ คือ สารประกอบฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่เป็นที่รู้จักว่ามีคุณสมบัติในการต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidant) ต่อต้านเชื้อแบคมีเรีย, เชื้อไวรัส, เชื้อรา และมีคุณสมบัติยับยั้งการอักเสบ

            นอกจากนี้ยังพบสารอาหารอื่น ๆ อีกกว่า 22 ชนิด อันได้แก่ กรดอมิโน, คาร์โบไฮเดรต, วิตามินต่าง ๆ, เกลือแร่ เอนไซม์ และสารต้นต่อฮาร์โมนจากธรรมชาติ ฯลฯ 

 

สรรพคุณของพรอพอลิสทางการแพทย์

            พรอพอลิสให้ผลทางการแพทย์ใน 2 ลักษณะ คือ กระตุ้นระบบภูมิต้านทานในร่างกาย ซึ่งเป็นระบบอันเป็นกลไกธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ ลักษณะที่สองคือออกฤทธิ์ฆ่าหรือทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย อาทิ เชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา ตลอดจนเชื้อไวรัสต่าง ๆ อ่อนกำลังหรือไม่สามารถทำอันตรายมนุษย์ได้  

§         เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

            สารประกอบฟลาโวนอยด์ในพรอพอลิสมีผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเซลส์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า ฟาโกไซด์ (Phagocyte) ให้มีความสามารถและประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมทั้งป้องกันการสึกหรอเสื่อมโทรมและชำรุดเสียหายของเซลส์ ตลอดจนสามารถพัฒนาการดูดซึมอาหารที่มีประโยชน์บางชนิดได้ดีขึ้น จึงเป็นผลดีสำหรับแผลที่อยู่ระหว่างติดเชื้อ ทำให้มีการติดเชื้อลดลง รวมทั้งยังเป็นการป้องกันก่อนการติดเชื้ออีกด้วย

§         มีฤทธิ์กำจัดการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

            พรอพอลิสไม่เพียงช่วยป้องกันการติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังมีฤทธิ์ฆ่าหรือทำให้เชื้อโรคที่ผ่านเข้าสู่ร่างกายไม่สามารถทำงานได้ ได้มีการทดลองพบว่าพรอพอลิสมีประสิทธิภาพต่อการหยุดยั้งการเจริญเติบโตหรือการทวีปริมาณของเชื้อวัณโรค และป้องกันไม่ให้มันแพร่พันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีฤทธิ์ต่อต้านและทำลายแบคทีเรียได้หลายชนิด รวมทั้งชนิดที่ทำให้เกิดอาการเจ็บคอ (สเตร็ปโตค็อคคัส)

            พรอพอลิสมีประสิทธิภาพเป็นยาปฏิชีวนะเหนือกว่าเตทราไซคลีน (Tetracyclin) เพนนิซิลิน (Penicilin) และสเตร็ปโตมัยซิน (Streptomycin) ยาปฏิชีวนะทั้งสามชนิดนี้เป็นผลิตผลจากจุลินทรีย์ ในขณะที่ฟลาโวนอยด์ในพรอพอลิสเป็นผลิตผลจากต้นไม้   ซึ่งร่ายกายมนุษย์มีการตอบสนองต่อการบำบัดด้วยพรอพอลิสได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะ ซึ่งมักก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย

§         เสริมฤทธิ์ยาปฏิชีวนะ

            นอกจากมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะโดยตัวมันเองแล้ว พรอพอลิสยังช่วยเสริมประสิทธิภาพยาปฏิชีวนะอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพ 10-100 เท่าของประสิทธิภาพเดิม นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะชนิดที่เป็นขี้ผึ้ง หรือน้ำมันสมานแผลได้เป็นอย่างดี

§         เป็นสารต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น

            สารประกอบฟลาโวนอยด์ในพรอพอลิสมีคุณค่าสูงในการบำรุงรักษาหลอดโลหิตฝอยให้อยู่ในสภาพทีดี นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นเสริมประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซี ด้วยการป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาออกไซด์ เสริมประสิทธิภาพการทำงานในหลอดโลหิต ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเป็นสาเหตุให้ร่างกายเสื่อมโทรม แก่เร็ว เพราะกลุ่มอณุมูลอิสระในเซลส์จะถูกยึดไว้ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ฟลาโวนอยด์ยังมีขีดความสามารถห่อหุ้มโลหะที่มีน้ำหนักอย่างตะกั่ว ปรอท และแคดเมี่ยม เพื่อป้องกันไม่ให้โลหะเหล่านี้ทำอันตรายแก่ร่างกายได้ รวมทั้งขับสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อันเกิดจากการผลิตของเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดด้วย

§         ออกฤทธิ์ยับยั้งการผลิตพรอสตาแกลนดินส์

            เมื่อร่างกายมีการติดเชื้อหรือมีบาดแผล ร่ายกายจะขับพรอสตาแกลนดินส์ (Prostagrandins) ออกจากต่อม ทำให้เกิดความเจ็บปวดบาดแผล แผลอักเสบ และเป็นไข้ตัวร้อน สารประกอบฟลาโวนอยด์ในพรอพอลิสมีฤทธิ์สกัดการผลิตพรอสตาแกลนดิสก์ในร่างกาย จึงช่วยบรรเทาอาการปวดในลักษณะคล้ายแอสไพริน แต่เป็นสารจากธรรมชาติ ไม่ใช่สารชีวเคมีสังเคราะห์ จึงไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ

§         ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮิสตามิน

            หากร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้ามา อันเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ ฮิสตามิน (Histamine)

จะถูกขับออกจาก มาสต์เซลส์ (Mastcells) ทำให้เกิดอาการแพ้ ปวดบวม เป็นผื่นแดง หรือคันตามผิวหนัง อาการดังกล่าวจะลดลงถ้ามีสารบางอย่างมาสกัดกั้นการขับฮิสตามิน (แอนติฮิสตามิน : Anti-Histamine) ซึ่งพบว่าสารประกอบฟลาโวนอยด์ในพรอพอลิสมีฤทธิ์ยังยั้งการขับสารฮิสตามินของมาสต์เซลส์ได้ดี          

 

ประโยชน์ของพรอพอลิส

  • บรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบของแผล
  • บรรเทาอาการบวม เป็นผื่นแดง และคันตามผิวหนังของโรคภูมิแพ้
  • บำบัดอาการเจ็บคอ และการอักเสบในลำคอ รวมทั้งอาการผิดปกติอื่น ๆ ในช่องปาก ช่องโพรงจมูกและช่องหู
  • บำบัดอาการปวดกล้ามเนื้อ และอาการปวดตามข้อกระดูก รวมถึงอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวอื่น ๆ 
  • บำบัดรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน ลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของผิวเนื้อส่วนที่ได้รับความร้อน
  • บำบัดอาการช่องท้องและลำไส้เป็นแผล
  • บำบัดอาการโรคผิวหนังได้หลายชนิด รวมทั้งสิว อาการผื่นคันตามเนื้อตัว โรคหัด โรคเริม หูด              


« Back                ราคาจำหน่าย 950- ลดพิเศษเพียง 650-/ขวด 15 กรัม  :ซื้อ 5 แถมฟรี 1 ขวด

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของโพรโพลิส

ผลของโพรโพลิสต่อการอักเสบเรื้อรังของกระดูกอ่อน และเซลล์ในการสร้างกระดูก
จากการทดลองพบว่าสารสกัดจากโพรโพลิสมีผลต่อโมเลกุลต่างๆที่จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เช่น NO, GAGs ในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนของมนุษย์ และเซลล์ที่สร้างกระดูก โดยสารเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดการหลั่ง IL-1beta ซึ่งจากการทดลองพบว่าสาร CAPE ที่พบในสารสกัดโพรโพลิส มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเรื้อรังในกระดูกอ่อนได้ (Cardile V.,Panico A.,et.al.,2003)

ผลของสารสกัดโพรโพลิสต่อการ transformation ของเซลล์เนื้องอกในหนู
โดยเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเนื้องอกในหนู คือไวรัสสายพันธุ์ MuSV-124จากการศึกษาพบว่าสารสกัดโพรพอลิสสามารถยับยั้งการรุกรานของเซลล์เนื้องอกในขั้นที่หนึ่งได้ แต่ถ้ารุกรานถึงขั้นที่สองแล้วจะไม่สามารถยับยั้งได้
(Huleihel M.,Ishano V.,2001)

ผลของสารสกัดโพรโพลิสต่อการเจริญของ Herpes simplex virus(ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเริม)จากการศึกษาพบว่าสารสกัดโพรพอลิส สามารถยับยั้งการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีซิมเพล็ก ซึ่งยับยั้งตั้งแต่ช่วงแรกโดยทำให้ไวรัสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ของ host ได้ จนถึงต้านการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสภายในเซลล์host
(Huleihel M.,Ishano V.,2001)


•ผลการศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ Candida หลายสายพันธุ์ของสารสกัดโพรโพลิสจากการศึกษา พบว่าสามารถต้านการเจริญของ C.albican โดยจะทำลายผนังเซลล์ของเชื้อ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการเข้า ออกของสารละลาย และตายในที่สุด ซึ่ง C.albican เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคตกขาวในผู้หญิง โรคเชื้อราในปากและลิ้น ลักษณะแผลเน่าเปื่อย มีเยื่อขาวๆ และเกิดการอักเสบเรื้อรัง เนื่องจากเชื้อเจริญอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังแสดงการดื้อยา และนอกจากนี้สารสกัดโพรโพลิสยังสามารถต้านเชื้อ C.tropicalis.C.krusei,C.guiliermondii
(Martins RS.,Pereira ES.,et.al)


• ผลของโพรโพลิสที่ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียบางชนิดจากการศึกษาพบว่าสารสกัดโพรโพลิสสามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย 8สายพันธุ์ คือ B.subtilis, E.coli, K.pnumoniae,M.luteus, P.vulgaris, P.saeruginosa, Salmonella group E และ S.aureusซึ่งล้วนเป็นแบคทีเรียก่อโรคทั้งสิ้น(จีรพร เพกเกาะ,2542)

• การศึกษาผลของโพรโพลิสต่อการกระตุ้น Perpheral blood mononuclear cells (PBMCs)จากการศึกษาพบว่าสารสกัดโพรโพลิสสามารถกดการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในสภาวะที่ร่างกายได้รับการกระตุ้นจากภายนอก เช่น การอักเสบ จะเห็นได้ว่าโพรโพลิสมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบได้
(พรงาม ลิ้มตระกูล และอรวรรณ คันธมาศ)

                  สุดพิเศษโปรโมรชั่น สั่งซื้อทีเดียว 5 ขวด คิดราคาพิเศษเพียง 650-/ขวด  แถมฟรี 1 ขวด

                                    ค่าจัดส่งฟรี

                                   อ่านเรื่องของผึ้ง

     วงจรชีวิตของผึ้ง

   ผึ้งเป็นสัตว์สังคมที่มีการจัดระเบียบและมีความสะอาดมาก ผึ้งไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นระยะเวลานาน โดยขาดความสัมพันธ์กับผึ้งวรรณะอื่นภายในสังคมเดียวกัน ผึ้งมีระบบสังคมมาเป็นเวลานานถึงกว่า 30 ล้านปี ผึ้งแต่ละรังเปรียบเสมือนหนึ่งครอบครัว ผึ้งที่เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมโดยทั่วไปนิยมเลี้ยงผึ้งพันธุ์ Apis mellifera  ซึ่งประกอบด้วย ผึ้ง 3 วรรณะ คือ

ผึ้งนางพญา (The Queen)
ผึ้งนางพญาจะมีขนาดใหญ่ เป็นลักษณะเด่นที่ แยกได้ง่ายกว่าผึ้งตัวผู้ และผึ้งงาน มีลำตัวยาวกว่าผึ้งตัวผู้และผึ้งงาน ปีกของผึ้งนางพญาจะมีขนาดสั้น เมื่อเทียบกับความยาวของลำตัว ส่วนท้องของผึ้งนางพญาจะค่อนข้างเรียวยาว มีลักษณะคล้ายกับตัวต่อ ผึ้งนางพญามีการเคลื่อนไหวค่อนข้างเชื่องช้า ปกติจะมีวงจรชีวิต 1-2 ปี แต่บางตัวอาจมีอายุนานถึง 5 ปี ผึ้งนางพญาได้กินนมผึ้งตั้งแต่เป็นตัวอ่อนอายุ 1 วัน และได้กินต่อไปจนตลอดชีวิต นี้เป็นจุดแตกต่างที่ผึ้งนางพญาต่างจากผึ้งงาน และผึ้งตัวผู้ มีการพัฒนาที่แตกต่างทั้งลักษณะทางกายภาพภายในภายนอกรวมไปถึงการทำหน้าที่ต่างกันด้วย ผึ้งนางพญามีหน้าที่ดังนี้
1. ผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์ เมื่อายุได้ 3-5 วัน ก็จะออกไปผสมพันธุ์ โดยจะเลือกวันที่อากาศแจ่มใส และจะผสมพันธุ์กลางอากาศ ช่วงความสูงประมาณ 50-100 ฟุต การผสมพันธุ์ 1 ครั้งต่อตัวผู้
7-10 ตัว หรือบางครั้งอาจมากถึง 20 ตัวก็ได้ โดยมีระยะเวลาผสมพันธุ์ 10-30 นาที
2. วางไข่ได้ประมาณวันละ 1,500-2,000 ฟอง สามารถวางไข่ทุกวันได้ตลอดปี
3. ผึ้งนางพญาจะไม่มีการออกหาอาหาร ผึ้งนางพญาจะถูกห้อมล้อมด้วยผึ้งงาน โดยที่ผึ้งงานจะใช้หนวดแตะหรือใช้ลิ้นเลียตามตัวผึ้งนางพญา ผึ้งงานเหล่านี้ทำหน้าที่คอยให้อาหาร ทำความสะอาดและนำของเสียที่ผึ้งนางพญาขับถ่ายออกไปทิ้ง

ผึ้งตัวผู้ (The Drone)
มีขนาดใหญ่ ลำตัวอ้วนและสั้นกว่าผึ้งนางพญา ผึ้งตัวผู้ไม่มีเหล็กใน มีลิ้นสั้นมาก  หาอาหารเองไม่ได้ แต่จะรับอาหารจากผึ้งงาน หรือ ดูดกินน้ำหวานจากในรวงเท่านั้น ผึ้งตัวผู้จะเจริญมาจากไข่ที่ไม่ได้รับการผสม เมื่อตัวอ่อนของผึ้งตัวผู้โตเต็มที่ ผึ้งงานก็จะมาปิดฝาหลอดรวงด้วยไขผึ้ง ผึ้งตัวผู้ก็จะเข้าดักแด้อยู่ภายใน เมื่อครบกำหนดก็จะกัดไขผึ้งที่ปิดฝาออกมาเป็นตัวเต็มวัย อายุประมาณ 16 วัน พร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ ผึ้งตัวผู้มีหน้าที่ผสมพันธุ์อย่างเดียว เมื่อหมดฤดูผสมพันธุ์ ผึ้งตัวผู้ที่ยังไม่มีโอกาสผสมพันธุ์จะถูกผึ้งงานปล่อยให้อดตายด้วย เราจะพบผึ้งตัวผู้ปรากฎในรังเฉพาะช่วยฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น หลังจากผสมพันธุ์กับผึ้งนางพญาแล้ว ผึ้งตัวผู้จะตายทันที ปริมาณของผึ้งตัวผู้ภายในรังไม่แน่นอน อาจมีได้ตั้งแต่ศูนย์ถึงหลายพันตัวขึ้นกับฤดูกาล
ในการผสมพันธุ์พบว่า ผึ้งตัวผู้จากรังผึ้งต่าง ๆ ในปริมาณใกล้เคียงกันจะบินออกจากรังไปรวมกลุ่มกัน ณ สถานที่ซึ่งเรียกว่า ที่รวมกลุ่มของผึ้งตัวผู้ การผสมพันธุ์จะเกิดขึ้นภายในบริเวณนี้คือเมื่อมีผึ้งนางพญาสาวบินเข้ามาในบริเวณนี้ ผึ้งตัวผู้เป็นกลุ่มก็จะบินตอม ใช้เวลาประมาณ 3-5 วินาทีต่อผึ้งตัวผู้ 1 ตัว ในการผสมพันธุ์โดยเริ่มตั้งแต่ผึ้งตัวผู้บินติดตามนางพญาได้ทัน ก็จะใช้ขาเกาะติดกับนางพญาทางด้านหลัง แล้วก็จะออกแรงดันให้อวัยวะสืบพันธุ์ของผึ้งตัวผู้เข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของผึ้งนางพญาแล้วผึ้งตัวผู้นั้นก็จะตกลงมาตาย โดยที่อวัยวะสืบพันธุ์ยังหลุดติดคาอยู่ที่ผึ้งนางพญา ถ้าตัวผู้ตัวไหนยังไม่ได้ผสมพันธุ์ในวันนั้นจะบินกลับรัง เพื่อรอโอกาสในวันต่อไป ถ้าหมดฤดูผสมพันธุ์ผึ้งตัวผู้ที่ยังไม่ได้ผสมพันธุ์ก็มักจะถูกไล่ออกจากรัง หรือผึ้งงานจะหยุดป้อนอาหารและตายไปในที่สุด

ผึ้งงาน (The Worker)
เป็นผึ้งเพศเมีย มีขนาดเล็กที่สุด เนื่องจากในระยะที่เป็นตัวอ่อนได้รับ อาหารพิเศษ คือ  นมผึ้ง หรือ รอยัลเยลลี (royal jelly) เพียง 3 วัน หลังจากนั้นตัวอ่อนผึ้งงานที่มีอายุมากขึ้นจะได้กินแต่เกสรและน้ำผึ้ง ผึ้งงานจึงมีอายุสั้นเพียง 6-8 สัปดาห์ เท่านั้น  ผึ้งงานมีหน้าที่หลัก เช่น ทำความสะอาดรัง เลี้ยงดู ป้อนอาหารให้ผึ้งตัวอ่อน สร้างและซ่อมแซมรัง เป็นทหารเฝ้ารัง ป้องกันศัตรูและหาอาหาร ผึ้งงานต้องรับภาระดังกล่าวเท่ากันทุกตัว ไม่มีการเอาเปรียบแก่งแย่งกันหรือหลบงานเลย ทุกตัวรับผิดชอบงานของตนเองโดยไม่มีใครบังคับ ผึ้งงานจะมีอวัยวะพิเศษหลายอย่าง เพื่อที่จะปฏิบัติงานสำคัญ ๆ ภายในรังไข่ เช่น มีต่อมไขผึ้ง ตะกร้อเก็บเกสร ต่อมกลิ่น
ที่กล่าวมาข้างตนจะเห็นว่าผึ้งนั้นเป็นสัตว์ที่มีระบบการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจมาก เป็นระบบระเบียบมีความสะอาด และมีการเลือกสรรแต่สิ่งที่ดีมีคุณค่าเท่านั้น มีการแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจน  และยังมีการติดต่อสื่อสารกันภายในสังคมของผึ้ง ซึ่งเป็นผลการทำงานจาก อวัยวะพิเศษของผึ้ง ทำให้สังคมผึ้งนั้นสามารถดำรงอยู่ได้เป็น วงจรชีวิตของผึ้ง นั่นเอง


 

                                                     

        ทะเบียนพาณิชย์อีเลคทรอนิคส์ เลขที่  3500700033173   www.tmd.go.th       www.weredhome.com/       http://www.rakdang.com/     www.watchomlhiri.com   http://thaitvnews2.blogspot.com/2011/05/blog-post_6097.html       

Copyright (c) 2009 by dcmbusiness.com              084-150-7209 , 086-428-8613     vitcm1@gmail.com