สินค้าประหยัดน้ำมัน ชุดสำเร็จรูปมีจำหน่ายแล้วราคาพิเศษ dv hydrogen 

                  
  

       Mainmenu

        อาหารเสริม
        เสริมสุขภาพ
       หมวดพลังงาน
            สินค้าทั่วไป
 
             สมุนไพร

 
หนังสือพิมพ
@
เดลินิวส์
@ ไทยรัฐ
@ ไทยโพสต์
@ มติชน
@ มติชนสุดสัปดาห์
@ ข่าวสด
@ ประชาชาติธุรกิจ
@ คมชัดลึก
@
ผู้จัดการ
@ ผู้จัดการรายสัปดาห์
@ ผู้จัดการรายเดือน
@ โพสต์ทูเดย์
@ กรุงเทพธุรกิจ
@ กรุงเทพธุรกิจ Biz week
@ ฐานเศรษฐกิจ
@ เส้นทางเศรษฐกิจ
@ แนวหน้า
@ สยามรัฐ
@ Bangkok Post
@ เนชั่น
@ เนชั่นสุดสัปดาห์
@ สยามธุรกิจ
@ กระแสหุ้น
@ บ้านเมือง
@ เทเลคอม เจอร์นัล
@ เนชั่นแชนแนล
Bookmark and Share
 
สถิติวันนี้

68 คน

สถิติเมื่อวาน

49 คน

สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด

687 คน
136578 คน
9298211 คน

เริ่มเมื่อ 13/11/08

  

        โรคอ้วน

สาเหตุจากโรคอ้วน

คนเรารับประทานอาหารเข้าไปไม่ว่าจะเป็นประเภทแป้งหรือโปรตีนหากพลังงานที่ได้รับเกินความต้องการ

ร่างกายก็จะสะสมอาหารส่วนเกินเหล่านั้นในรูปไขมัน สะสมมากขึ้นจนกลายเป็นโรคอ้วน สาเหตุจริงๆยังไม่ทราบแน่ชัด โรคอ้วนมักจะมีสาเหตุต่างๆดังนี้

  • การรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำจะให้น้ำหนักเกิน
  • โรคต่อมไร้ท่อ เช่นต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยจะมีน้ำหนักเกินเนื่องจากร่างกายเผาผลาญอาหารน้อยลง โรค cushing ร่างกายสร้างฮอร์โมน cortisol มากทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมัน ฮอร์โมนนี้อาจจะมาจากร่างกายสร้างเอง หรือจากลูกกลอน ยาแก้หอบ ยาชุด หรือร่างกายสร้างขึ้นเนื่องจากเนื้องอกต่อมหมวกไต
  • จากยา ยาบางชนิดทำให้ความอยากอาหารเพิ่ม เช่นยาคุมกำเนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า tricyclic antidepressant,phenothiazine ยาลดความดัน beta-block
  • กรรมพันธุ์ จะพบว่าบางครอบครัวจะอ้วนทั้งหมดซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม แต่อีกส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากวัฒนธรรมการรับประทานอาหารและความเป็นอยู่
  • วัฒนธรรมการดำรงชีวิตและอาหารซึ่งเห็นได้ว่าบางชาติจะมีน้ำหนักเกินเนื่องจากอาหารของชาตินั้นนิยมอาหารมันๆ
  • ความผิดปกติทางจิตใจทำให้รับประทานอาหารมาก เช่นบางคนเศร้าแล้วรับประทานอาหารเก่ง
  • การดำเนินชีวิตอย่างสบาย มีเครื่องอำนวยความสะดวดมากมาย และขาดการออกกำลังกาย มีรถยนต์ มีเครื่องทุ่นแรง มีทีวีรายการดีๆให้ดู มีสื่อโฆษณาถึงน้ำหวาน น้ำอัดลม เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคอ้วนตั้งแต่ในวัยเด็ก
  • การดื่มสุรา
  • การสูบบุหรี่

โรคอ้วนในวัยรุ่น

ชีวิตที่มีความสบาย ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดประเภท และไม่จำกัดปริมาณเหล่านี้ทำให้เกิดโรคอ้วน เมื่ออ้วนก็ทำให้ออกกำลังได้ไม่เต็มที่ น้ำหนักของผู้ชายจะเพิ่มจนคงที่เมื่ออายุประมาณ 50 ปี ส่วนผู้หญิงน้ำหนักจะเพิ่มจนอายุประมาณ 70 ปี

โรคอ้วนในเด็ก

เซลล์ไขมันในร่างกายจะมีช่วงที่เจริญเติบโตอยู่สองช่วงคือวัยเด็กและวัยรุ่น กรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนอให้แต่ละคนมีเซลล์ไขมันไม่เท่ากัน คนอ้วนจะมีเซลล์ไขมันมาก การอ้วนในเด็กจะมีปริมาณเซลล์ไขมันมากทำให้ลดน้ำหนักยาก สานโรคอ้วนในผู้ใหญ่เกิดจากเซลล์ไขมันมีขนาดใหญ่ การคำนวนโรคอ้วนในเด็ก

ทำไมเลิกบุหรี่จึงมีน้ำหนักเพิ่ม

nicotin ในบุหรี่จะกระตุ้นการเผาผลาญอาหาร เมื่อหยุดสูบบุหรี่น้ำหนักจะขึ้นง่าย

คนทำงานเป็นกะมีโอกาสอ้วน

มีการศึกษาว่าคนงานที่ทำงานเป็นกะจะมีน้ำหนักเพิ่มง่ายเนื่องจากรับประทานอาหารมาก และพักผ่อนมาก

 

ผลเสียจากโรคอ้วน

มีการศึกษาพบว่าดัชนีมวลกายที่เหมาะอยู่ระหว่าง 21-25 เนื่องจากอัตราการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจต่ำ

และเมื่ออ้วนมากขึ้นก็จะเกิดโรคมาก

โรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน

โรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งบางชนิด โรคเบาหวาน และโรคถุงน้ำดี เป็นต้น

  • โรคหัวใจขาดเลือด โรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ และยังเป็นสาเหตุของปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการตายจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนอ้วน ยิ่งอ้วนมากยิ่งมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่ม พบว่าผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กก/ตารางเมตร จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูงดัชนีมวลกาย 25-29 กก/ตารางเมตรก็จะเกิดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
  • โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนจะมีโรคความดันโลหิตสูงกว่าคนปกติ 2.9 เท่า ความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นตามระยะที่เป็นโรคอ้วน เมื่อลดน้ำหนักระดับความดันจะลดลงด้วยพบว่าผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กก/ตารางเมตร จะเป็นความดันโลหิตสูงเป็น 2 เท่าของผู้ที่มีดัชนีมวลกาย 22
  • ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมัน triglyceride ,LDL สูงส่วนไขมันที่ดีได้แก่ HDL จะต่ำ
  • โรคหลอดเลือดสมอง พบว่าหากอ้วนลงพุงจะมีอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30
  • โรคมะเร็งบางชนิด ได้แก่มะเร็งที่พึ่งฮอร์โมนในผู้หญิงได้แก่ โรคมะเร็งมดลูก โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม ส่วนในผู้ชายได้แก่มะเร็งลูกหมาก นอกจากนั้นยังพบว่ามะเร็งทางเดินอาหารเพิ่มขึ้นเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และโรคมะเร็งถุงน้ำดี
  • โรคเบาหวาน ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่สองเพิ่มขึ้น 40 เท่าในคนอ้วน เมื่อดัชนีมวลกายลดลงความเสี่ยงจะลดลงด้วย โดยเฉพาะผู้ที่อ้วนตั้งแต่เด็กเมื่อโตขึ้นจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  •  คนอ้วนจะมีความเสี่ยงต่อนิ่ว 3-4 เท่าและความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่ออ้วนลงพุง
  • ไขมันพอกตับ

โรคอ้วนที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ 

ภาวะดื้ออินซูลิน โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลินโดยเฉพาะอ้วนลงพุง พบภาวะนี้ได้บ่อยในผู้ที่ดัชนีมวลกายมากกว่า 40 กก/ตร.ม.

ผลกระทบต่อระบบสืบพันธ์ พบว่าคนอ้วนเป็นหมันและปวดประจำเดือนได้บ่อยกว่าคนปกติ คนอ้วนขณะตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง แท้งบุตรได้บ่อย

โรคอ้วนที่สัมพันธ์กับสุขภาพ

  • ข้อเสื่อม น้ำหนักที่มากเกินไปกดลงบนข้อทำให้เกิดข้อเสื่อมเร็วขึ้น ปวดหลัง
  • กรดยูริกในเลือดสูง ทำให้เกิดโรคเก๊าได้บ่อยในคนอ้วน
  • โรคทางเดินหายใจ ผู้อาจจะหยุดหายใจขณะหลับเป็นพักๆที่เรียกว่า sleep apnea syndrome ทำหลับไม่สนิท และมักเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ 
  • โรคเส้นเลือดขอด

ผู้ชายอายุมากกว่า75 ปีผู้หญิงอายุมากกว่า 65 ปี การลดน้ำหนักจะไม่ทำให้อัตราการตายลดลง

                          

จะรักษาคนอ้วนเมื่อไร

ทำไมต้องลดน้ำหนัก

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าโรคอ้วนจะมีอัตราการจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงมีหลักฐานยืนยันว่าการลดน้ำหนักในคนอ้วนจะได้ประโยชน์ดังนี้

  • ลดความดันโลหิตลงได้
  • ลดระดับไขมัน triglyceride ลงได้
  • เพิ่มระดับไขมัน HDL(ไขมันที่ป้องกันหลอดเลือดตีบ)
  • ลดระดับไขมัน LDL(ไขมันไม่ดีหากสูงจะเกาะติดผนังหลอดเลือด)
  • ลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน
  • ลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่สอง
  • ลดอัตราการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

สมัยก่อนแพทย์จะรักษาโรคอ้วนก็ต่อเมื่อโรคอ้วนนั้นก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนแล้วเช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ปัจจุบันแพทย์จะให้ความสนใจเมื่อน้ำหนักเริ่มเพิ่มไม่รอจนกระทั่งเกิดโรคแทรกซ้อน ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักและโรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อน ณ ระดับความอ้วนต่าง

ดัชนีมวลกาย

โรคแทรกซ้อน

<18.5

คุณผอมไป

21-22

น้ำหนักที่เหมาะสม

>22

คุณมีความเสี่ยงต่อเบาหวานเพิ่มขึ้น 3 เท่า

>23

อัตราการตายจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

25

อัตราการเกิดโรคเบาหวาน 8 เท่า

อัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2 เท่า

28

เป็นดัชนีมวลกายที่โรคเบาหวานชนิดที่สอง

30

อัตราเสี่ยงต่อเบาหวานเพิ่มขึ้น 40 เท่า

>32

สาเหตุการตายเพิ่มขึ้น เท่าตัว

>40

ไม่สามารถอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

จากตารางจะเห็นว่าเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 23 จะเริ่มมีโรคแทรกซ้อนดังนั้นควรจะคุมน้ำหนักเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 23

การจะรักษาโรคอ้วนจะพิจารณาจากอะไรบ้าง

  1. ระดับความอ้วน และระดับเส้นรอบเอว   
  • ระดับความอ้วนเราสามารถวัดได้จากดัชนีมวลกายค่าปกติของคนประมาณ 20-25 กก/ตม.ระดับที่ต้องรักษาคือดัชนีมวลกายมากกว่า 30โดยที่ไม่มีความเสี่ยงอื่นๆ
  • เส้นรอบเอวจะบ่งบอกว่าคุณจำเป็นต้องรักษาหรือยัง ชายมากกว่า90 ซม.หญิงมากกว่า 80ซม.ภาวะดังกล่าวต้องรีบลดน้ำหนัก
  • ผู้ที่มีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 23 ไม่ต้องรักษานอกจากแนะนำให้ควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขึ้น
  • ผู้ที่มีดัชนีมวลกายประมาณ25 ถ้าหากมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานเช่นมีพี่ น้อง พ่อแม่เป็นเบาหวาน มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ แนะนำให้ลดน้ำหนักลงจนดัชนีมวลกายประมาณ 22
  1. ผู้ป่วยมีโรคเหล่านี้ร่วมด้วยจำเป็นต้องลดน้ำหนักอย่างรีบด่วน
  • มีโรคหลอกเลือดหัวใจตีบร่วมด้วย เช่นเคยเจ็บหน้าอก เคยนอนในโรงพยาบาลเพราะว่าเจ็บหน้าอก เคยผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ หรือเคยถ่างหลอดเลือดหัวใจ
  • มีโรคหลอดเลือดแดงแข็งร่วมด้วย เช่นหลอดเลือดแดงขาตีบ หลอดเลือดแดงในท้องโป่งพอง หลอดเลือดแดงที่คอตีบ
  • เบาหวานชนิดที่สอง
  • เป็นโรค sleep apnea ผู้ป่วยจะนอนกรนเสียงดัง และจะหยุดหายใจชั่วขณะและผู้ป่วยต้องตื่น
  • ผู้ที่เป็น Metabolic syndrome
  1. ผู้ป่วยมีโรคที่เกิดจากความอ้วนหรือไม่ เช่น ข้อเสื่อม osteoarthritis นิ่วในถุงน้ำดี gall stone ปวดประจำเดือน ถ้าหากมีโรคดังกล่าวก็ต้องลดน้ำหนัก
  2. ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือไม่ หากผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจำเป็นต้องลดน้ำหนัก
  3. ปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่น เช่น

หากท่านผู้อ่านมีน้ำหนักเกินโดยมีดัชนีมวลกายมากกว่า 25 และมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นควรต้องลดน้ำหนัก

  อ้วนลงพุง

การป้องกันโรคอ้วน

ประเทศที่ประสบปัญหาเรื่องโรคอ้วนได้รณณรงค์ให้ประชาชนเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายเพิ่ม แต่ก็มีประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องได้รับความรู้ปฏิบัติเพื่อให้ลดน้ำหนักลงอยู่ในเกณฑ์ปกติ หากท่านมีดัชนีมวลกายอยู่ในกลุ่มนี้หรือมีโรคประจำครอบครัวดังในตารางข้างล่างท่านต้องป้องกันมิให้น้ำหนักเกิน กลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อโรคอ้วนและควรจะได้รับความรู้ได้แก่

ดัชนีมวลกาย ประวัติโรคในครอบครัว ปัจจัยที่จะส่งเสริมให้อ้วน
ดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กก/ตารางเมตรสำหรับชาวเอเซีย

ดัชนีมวลกายมากกว่า 25 สำหรับชาวยุโรป

โรคอ้วน

โรคเบาหวาน

โรคไขมันในเลือดสูง

โรคความดันโลหิตสูง

การหยุดบุหรี่

น้ำหนักแรกเกิดน้อย

อาชีพที่ไม่ต้องใช้แรง

เชื้อชาติ เช่นอินเดีย

สำหรับกลุ่มที่ต้องให้ความรู้และต้องติดตามการรักษาได้แก่ผู้ป่วยที่อ้วนแล้วและมีโรคประจำตัวดังแสดงในตารางข้างล่าง และหากท่านจัดอยู่ในกลุ่มนี้ท่านต้องรีบลดน้ำหนักโดยรีบด่วน

ดัชนีมวลกาย โรคที่พบร่วม
มากกว่า 25 กก/ตารางเมตร(เอเซีย)

มากกว่า 30 กก/ตารางเมตร(ชาวยุโรป)

รอบเอวมากกว่า 90 ซม. 80 ซม.(ชาวเอเซีย)

รอบเอวมากกว่า 94 ซม. 80 ซม.(ชาวยุโรป)

โรคเบาหวานชนิดที่2

สำหรับท่านผู้อ่านท่านต้องคำนวณดัชนีมวลกายว่าท่านจัดอยู่ในกลุ่มใดเพื่อจะได้มีแนวทางในการในการดูแลตัวเอง

ผลดีจาการลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักจะมีผลดีต่อสุขภาพทั้งปัจจุบันและอนาคตระดับไขมัน ระดับน้ำตาล ระดับความดันจะลดลง

การลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักลงจนปกติ น้ำหนักลดลงบางส่วนก็ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

  1. ลดอาการของผู้ป่วยโรคอ้วน เมื่อน้ำหนักลดคนอ้วนจะรู้สึกแข็งแรงขึ้น แจ่มใสขึ้น อาการเหนื่อยง่ายจะดีขึ้น อาการแน่นหน้าอกจากโรคหัวใจ ประจำเดือนผิดปกติก็ดีขึ้น
  2. คุณภาพชีวิตและความมั่นใจดีขึ้น หลังจากที่น้ำหนักลดลงผู้ป่วยจะมีความเชื่อมันในตัวเองมากขึ้น ไม่เหนื่อยง่ายสามารถออกกำลังกายได้ดีขึ้น
  3. สุขภาพในระยะยาวดีขึ้นเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง
  4. อายุเฉลี่ยยาวขึ้นเนื่องจากตายจากโรคหัวใจและมะเร็งลดลง

อาการทีจะดีขึ้นเมื่อลดน้ำหนักได้ 5-10 กก

  • เหนื่อยง่าย
  • ปวดหลัง
  • ปวดข้อ ปวดเข่า
  • แน่นหน้าอกจากโรคหัวใจ
  • เหงื่อออก
  • หายใจไม่อิ่ม
  • นอนกรน
  • ความผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือน
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • เบาหวาน

จะเห็นได้ว่าเมื่อเราลดน้ำหนักลงได้ระดับหนึ่งก็จะเกิดผลดีต่อสุขภาพแล้ว การมีสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักจนกระทั่งน้ำหนักเข้าเกณฑ์ปกติขอเพียงลดลง 5-6 กิโลกรัมก็จะเกิดผลดีต่อสุขภาพ

ตารางแสดงผลดีของการลดน้ำหนักต่ออัตราการตายในผู้ป่วยโรคอ้วนที่ไม่มีโรค

ผลของการลดน้ำหนักต่ออัตราการตายในผู้ป่วยโรคอ้วนที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน

  • ลดมากกว่า 5 กก.จะลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานร้อยละ 50
  • ลดมากกว่า9 กก.จะลดอัตราการเกิดมะเร็งและโรคหัวใจร้อยละ25และลดอัตราการตายร้อยละ25
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีอายุเพิ่มขึ้น 3-4 เดือนทุกหนึ่งกิโลกรัมที่ลด

สำหรับท่านที่อ้วนแล้วยังไม่มีโรคประจำตัว ท่านจะพบว่าเมื่อท่านลดน้ำหนักอัตราการเกิดโรคต่างๆก็จะลดลง

ตารางแสดงผลดีจากการลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีโรค

ผลดีต่อสุขภาพเมื่อน้ำหนักลดลงประมาณ 1กิโลกรัม

  • ลดอัตราการตายร้อยละ20
  • ลดอัตราการตายจากมะเร็งร้อยละ37
  • ลดอัตราการเกิดมะเร็งร้อยละ53
  • ลดอัตราการตายจากโรคเบาหวานร้อยละ44
  • ลดอัตราการตายจากโรคหัวใจร้อยละ9

ผลการลดน้ำหนักต่อโรคของผู้ป่วย

  • ความดันโลหิตสูง มีหลักฐานยืนยันว่าการลดน้ำหนักจะลดความดันโลหิต
  • ระดับไขมันในเลือด พบว่าการออกกำลังจะลดระดับ triglyceride และเพิ่ม HDL ระดับ cholesterol และ LDL ลดไม่มาก
  • ระดับน้ำตาล การลดน้ำหนักจะทำให้ระดับน้ำตาลลดลง

 

 

                                                     

        ทะเบียนพาณิชย์อีเลคทรอนิคส์ เลขที่  3500700033173   www.tmd.go.th       www.weredhome.com/       http://www.rakdang.com/     www.watchomlhiri.com   http://thaitvnews2.blogspot.com/2011/05/blog-post_6097.html       

Copyright (c) 2009 by dcmbusiness.com              084-150-7209 , 086-428-8613     vitcm1@gmail.com