สินค้าประหยัดน้ำมัน ชุดสำเร็จรูปมีจำหน่ายแล้วราคาพิเศษ dv hydrogen 

                  
  

       Mainmenu

        อาหารเสริม
        เสริมสุขภาพ
       หมวดพลังงาน
            สินค้าทั่วไป
 
             สมุนไพร

 
หนังสือพิมพ
@
เดลินิวส์
@ ไทยรัฐ
@ ไทยโพสต์
@ มติชน
@ มติชนสุดสัปดาห์
@ ข่าวสด
@ ประชาชาติธุรกิจ
@ คมชัดลึก
@
ผู้จัดการ
@ ผู้จัดการรายสัปดาห์
@ ผู้จัดการรายเดือน
@ โพสต์ทูเดย์
@ กรุงเทพธุรกิจ
@ กรุงเทพธุรกิจ Biz week
@ ฐานเศรษฐกิจ
@ เส้นทางเศรษฐกิจ
@ แนวหน้า
@ สยามรัฐ
@ Bangkok Post
@ เนชั่น
@ เนชั่นสุดสัปดาห์
@ สยามธุรกิจ
@ กระแสหุ้น
@ บ้านเมือง
@ เทเลคอม เจอร์นัล
@ เนชั่นแชนแนล
Bookmark and Share
 
สถิติวันนี้

97 คน

สถิติเมื่อวาน

49 คน

สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด

716 คน
136607 คน
9298240 คน

เริ่มเมื่อ 13/11/08

  

                                                                                       
 โรส ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์ : ปีใหม่ใหม่

เดินตามถนนผู้คนมากมายไม่มีรอยยิ้ม
หลายคนก็ดูเหน็ดเหนื่อยแต่กลับไม่เป็นตามใจที่ต้องการ
เราเองก็น้อยใจกับชะตาตัวเองแบบนั้น
เฝ้าถามตัวเองตลอดเมื่อไหร่จะดีเหมือนคนทั่วไป

อย่าท้อกันเลยหาทางใหม่ๆ
ไม่ว่าปีนี้ หรือว่าปีไหนต้องดีกว่าเดิม
หากเราล้มจนยืนเรี่ยวแรงยังมี
อย่าเก็บไปคิดแล้วไม่ต้องใส่ใจ

ให้เป็นปีสุดท้ายจะไม่ยอมให้เรื่องเลวร้ายทุกทีที่เจอซ้ำๆ
ตอกย้ำข้างในหัวใจ
เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เช้า ตื่นขึ้นมามองที่ปลายฟ้าแล้วค่อยลองเดินอีกครั้ง
ชีวิตยังมีความหวังในปีใหม่ๆ

เราเองก็เหงาใจจากเป็นคนที่มีเจ้าของ
หัวใจเคยมีคนจอง แต่มาวันนี้ไม่มีแม้ใคร
เราเคยอิจฉาคนที่จูงมือเดินกันแบบนั้น
ยิ่งเห็นก็ยิ่งโดดเดี่ยวไม่มีใครเหลียวมามองฉันเลย

อย่าท้อกันเลยหาทางใหม่ๆ
ไม่ว่าปีนี้ หรือว่าปีไหนต้องดีกว่าเดิม
หากเราล้มจนยืนเรี่ยวแรงยังมี
อย่าเก็บไปคิดแล้วไม่ต้องใส่ใจ

ให้เป็นปีสุดท้ายจะไม่ยอมให้เรื่องเลวร้ายทุกทีที่เจอซ้ำๆ
ตอกย้ำข้างในหัวใจ
เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เช้า ตื่นขึ้นมามองที่ปลายฟ้าแล้วค่อยลองเดินอีกครั้ง
ชีวิตยังมีความหวังในปีใหม่ๆ

เรื่องราวผ่านมาข้ามปีต่อไป ยังมีสิ่งใหม่ที่ยังรอเราอยู่ตรงนั้น

ให้เป็นปีสุดท้ายจะไม่ยอมให้เรื่องเลวร้ายทุกทีที่เจอซ้ำๆ
ตอกย้ำข้างในหัวใจ
เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เช้า ตื่นขึ้นมามองที่ปลายฟ้าแล้วค่อยลองเดินอีกครั้ง
ชีวิตยังมีความหวังในปีใหม่ๆ

  ชีวิตยังมีความหวัง ชีวิตต้องมีความหวังในปีใหม่ๆ
                


                           มัจจุราช..แพ้กำลังใจ จากปากผู้ชายใกล้ตาย




"ไม่มีชะตาของฟ้าหรือกรรมเวรอะไรมากำหนดเราได้"

จากคำพูดของ "หนุ่ม" นายก่อเกียรติ จรีอาภาภรณ์ วัย 35 ปี ที่ต่อสู้กับโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิด "มะเร็งลำไส้" และ "มะเร็งตับ" ที่อยู่ในขั้นระยะสุดท้าย ณ วันนี้ 4 เดือนที่ผ่านมา เขาและครอบครัวได้ต่อสู้เพื่อเอาชนะมะเร็ง เพราะแรงจูงใจ และความปรารถนาสูงสุดที่ปณิธานไว้ คือ "ผมไม่ยอมตาย จะอยู่เพื่อภรรยา และลูก"

นายก่อเกียรติบอกว่า อาการเกิดขึ้นจากการปวดท้อง ระบบขับถ่ายไม่เป็นปกติ จึงไปตรวจผลปรากฏว่า "เป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่และลามไปที่ตับ และมีโอกาสรอดชีวิตแค่ 50% เท่านั้น" เนื่องจากอยู่ในขั้นระยะสุดท้ายแล้ว

เมื่อยังมีโอกาสรอด ชีวิตยังไม่สิ้นหวัง บวกกับความเป็น "ผู้นำของครอบครัว" กำลังใจที่ล้นปรี่ ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ลูกสาววัย 2 ขวบ ที่กำลังหัดพูดได้อย่างคล่องแคล่วมาให้กำลังใจคุณพ่อ และกำลังใจจากการกุมมือของภรรยา ทำให้เขาฮึดที่จะผ่านความเจ็บปวดนี้ให้ได้

"พี่สัญญาว่า พี่จะไม่ยอมตาย พี่จะต้องมีชีวิตอยู่" ประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับภรรยาก่อนที่จะสลบเพราะฤทธิ์ยาสลบ



การผ่าตัดครั้งแรกผ่านไปด้วยดี นายก่อเกียรติ รู้สึกเหมือนฟื้นขึ้นมาใหม่ ลืมตาขึ้นมาก็เจอกับครอบครัวอันเป็นที่รัก แม้ความรู้สึกที่เจ็บแผลยาว 1 ฟุต จากการผ่าตัดจะทำให้ปวดร้าวไปถึงหัวใจ แต่เขาก็ผ่านพ้นมาได้

แต่พักฟื้นได้ไม่นาน เขาก็รู้ว่า ส่วนมะเร็งตับนั้นที่เป็นระยะสุดท้าย ไม่สามารถที่จะทำการผ่าตัดใดๆ ได้ทั้งสิ้น ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดเท่านั้น

"ผมถามคุณหมอว่า ผมเหลือเวลาอีกเท่าไร คุณหมอบอกว่าไม่เกิน 3 เดือน เหมือนสายฟ้าฟาด แต่ครั้งนี้ผมกับภรรยาไม่มีน้ำตาสักหยด ภรรยาได้บอกกับผมว่า สู้นะพ่อ เขาจะอยู่ข้างๆ แล้วลูกของเราก็รอพ่ออยู่"

ก่อนการเข้ารักษามะเร็งตับ ผู้นำครอบครัวได้กลับไปพักฟื้นที่บ้านเพื่อรอการรักษา แต่ในระยะเวลาไม่กี่อาทิตย์ ที่พวกเขาได้เติมเต็มความสุข 3 คนพ่อแม่ลูก จู่ๆ ก่อเกียรติก็มีอาการอาเจียน เวียนหัวตลอดเวลา เมื่อพบหมอผลปรากฏว่า มีพังผืดเกิดขึ้นและไปพันตรงลำไส้อาหาร ต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 2 แต่พักฟื้นได้ไม่นาน เขาก็ต้องไปพบกับหมอที่รักษามะเร็งตับต่อ ด้วยการเข้ารับการทำเคมีบำบัด คือการกินยาเม็ดติดต่อกัน มื้อละ 3 เม็ด จำนวน 3 มื้อต่อวันเป็นเวลา 21 วันต่อเดือน ให้ทานเป็นเวลา 5-6 เดือน



"ผมดูแลตัวเอง และครอบครัวให้มีความสุข โดยไม่สนใจวันเวลาที่มันเดินหน้าโดยไม่มีการหยุดรอให้กับครอบครัวผมเลย ผมบอกภรรยาว่า สามารถเลิกกับผมก็ได้ เพราะผมสงสารเธอมากๆ ที่ต้องมาลำบากกับผม แต่เธอบอกว่า พร้อมที่จะสู้ไปพร้อมๆ กับผม เรา 2 คนต้องได้จูงมือลูกเข้าโรงเรียนในวันแรกด้วยกัน"

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับการฉายแสง ครั้งแรก ครั้งที่สองผ่านไปด้วยดี แต่เมื่อฉายแสงผ่านไป 8 ครั้ง นายก่อเกียรติเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ระบบการขับถ่ายแปรปรวนเหมือนคนท้องเสีย เบื่ออาหารรุนแรง นอนไม่หลับ อาการเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงครั้งที่ 14 เหมือนมีสัญญาณบางอย่างเตือนว่าเวลาของเขาใกล้จะหมดแล้ว เขาได้สั่งเสียภรรยาเรื่องการจัดงานศพ

"ภรรยา และลูกสาวอยู่ข้างๆ ผมตลอดทุกคืน เธอกอดผมและบอกว่า พ่อต้องสู้ พ่อต้องชนะมัน ถ้าไม่มีพ่อแล้วลูกจะอยู่อย่างไร ใครจะเป็นคนจูงมือลูกเข้าโรงเรียนวันแรก มันทรมานมาก บอกกับตัวเองตลอดว่า "เรายังตายไม่ได้" ซ้ำๆ แบบนี้ทุกวัน แม้จะเจ็บปวดทรมาน แต่เหมือนมีปาฏิหาริย์ กระบวนการฉายแสงครบ 28 ครั้ง ทำให้มีความรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม อาการหลายๆ อย่างที่เคยแพ้ หายไปจนหมดสิ้น"

แต่ ณ วันนี้ ขั้นตอนการรักษาด้วยเคมีบำบัดยังมีต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม เมื่อถึงเวลานั้น ถึงจะรู้ว่า เขาสามารถเอาชนะ "มะเร็งระยะสุดท้าย" นั้นได้จริงๆ

แต่ที่ผ่านมาเป็นการพิสูจน์แล้วว่า เขา อยู่ได้ด้วยกำลังใจ และความรักที่ยิ่งใหญ่จากครอบครัวจึงสามารถเอาชนะความเจ็บปวดรวดร้าวนี้ไปได้ ดั่งที่เขาบอกไว้ว่า

"ผมกำหนดชะตาชีวิตไว้แล้ว ว่าผมต้องการมีชีวิตอยู่ ผมก็สู้เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ กำลังใจและพลังของเราพร้อมกับคนที่รักเราเท่านั้นที่จะชนะมันได้"

                                                                     


สุขภาพจิตแย่ส่งผลให้ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน PDF พิมพ์ อีเมล์

"จากประสบการณ์อันเลวร้ายถ่ายทอดสู่สาธารณชน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรักษาของผู้ป่วยจิตเวชต่อไป ยังไม่สายหรอกค่ะที่คุณจะไปพบจิตแพทย์ การไปพบจิตแพทย์จะไม่ใช่เรื่องของคนบ้าอีกต่อไป"

ดิฉันเป็นโรค social phobia และมีอาการ panic แทรกซ้อนตามมา ตั้งแต่อายุ 17 ปี ตอนนั้นมีปัญหาครอบครัว ทำให้มีปัญหาสุขภาพจิตแย่ และปัญหาอื่น ๆ ก็ตามมาเรื่อย ๆ ตอนนั้น ดิฉันรู้ตัวว่าดิฉันน่าจะผิดปกติทางจิตแน่เพราะความรู้สึกของดิฉันไม่เหมือนเดิม จะออกไปนอกบ้านก็เกิดอาการกลัวตลอดเวลา กลัวว่าคนจะจ้องมองดิฉัน ทำให้ความมั่นใจขาดหายไป

สำหรับเราแล้วถึงครอบครัวของดิฉันจะไม่ร่ำรวยอะไร แต่เราก็พอใจในความเป็นอยู่ของดิฉัน ดิฉันถือว่าดิฉันพอมีพอกิน ไม่ขัดสนอะไร ครอบครัวดิฉันรักกันดี ไม่เคยมีปัญหา พ่อแม่ พี่สาวน้องสาวอาจมีทะเลาะกันแต่ก็แค่ถกเถียงกันแล้วก็จบเพราะถือว่าการถกเถียงปัญหาทำให้แต่ละฝ่ายได้เปิดใจแสดงความคิดเห็นในปัญหานั้นแล้วเรื่องก็จบ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความเห็นไม่เหมือนกัน แต่แล้วดิฉันก็ปรับความเข้าใจแล้วปัญหาก็จบไปได้ด้วยดี

แต่ปัญหาที่ดิฉันกำลังเผชิญจนทำให้ดิฉันเสียสุขภาพจิตในระยะเริ่มแรกคือ ครอบครัวของดิฉันต้องมีสมาชิกเพิ่มมาอีก 1 คน ซึ่งเป็นญาติผู้ชาย วันที่เกิดเหตุ เขาขอให้แม่เซ็นชื่อรับรองการกู้ยืมเงิน แต่ดิฉันไม่ยอมเราจึงมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ถ้ามีปากเสียงกับคนที่มีเหตุผลก็พอจะทำให้ปัญหาทุเลาลงได้ แต่การมีปากเสียงครั้งนี้เหมือนกับว่าดิฉันจะต้องถกเถียงกับคนที่ไม่มีเหตุผลเลย มันทำให้เหนื่อยใจ เพราะนิสัยส่วนตัวของดิฉันคือถ้าไม่ผิดก็ไม่เห็นจะต้องยอมใคร มิฉะนั้นคนพวกนั้นที่เขาทำผิดเขาก็จะทำเราอยู่เสมอ เพราะถือว่าเราไม่มีปากเสียงอะไร หลังจากมีปากเสียงเขาก็ทำร้ายร่างกาย ด้วยการบีบคอจากด้านหลังทุกอย่างไวมากจนไม่ทันตั้งตัว เพราะการทะเลาะกันครั้งก่อน ๆ ดิฉันมีปากเสียงและเตรียมตั้งรับมือกับผู้ชายคนนี้ตลอด แม่ของดิฉันนั้นก็ไม่สามารถห้ามสถานการณ์ให้ผ่อนคลายลงได้จนต้องร้องตะโกนเรียกญาติจากบ้านที่อยู่อีกหลังมือช่วยกันแยกมวยคู่เอก(ฉันกับญาติ) ออกไปได้

หลังจากวันนั้น ฉันก็มีปากเสียงกับญาติคนนั้นบ่อยครั้งประมาณว่าถ้าเจอหน้ากันเมื่อไหร่ต้องมีเรื่องให้เถียงกันเมื่อนั้น เพราะธรรมดาเขาก็เป็นคนมีปัญหากับคนทั่วไปอยู่แล้ว เป็นอย่างนี้ซักประมาณ 6 เดือนได้ ฉันก็ทนไม่ไหว ครั้งสุดท้ายที่มีปากเสียงและเกิดการทำร้ายร่างกาย ดิฉันจึงตัดสินใจไปแจ้งตำรวจเพื่อขอให้ตำรวจช่วยดำเนินคดีกับญาติคนนั้นโดยข้อหา ทำร้ายร่างกาย

ตอนนั้นฉันเสียใจมาก เพราะรู้ว่าแม่ไม่สามารถปกป้องดิฉันได้ตลอดเวลา ฉันรู้สึกว่าทำไมแม่ไม่ปกป้องฉันเลย ขนาดการมีปากเสียงครั้งที่แล้วมา แม่ไม่เคยด่าว่าคน ๆ นั้นซักคำ(อาจเป็นเพราะแม่เกรงใจยายก็ได้) ทำให้ดิฉันต้องพึ่งตนเอง

ตอนนั้นรู้สึกเสื่อมศรัทธาในตัวแม่มาก และคิดในใจเสมอว่า “แม่จะรอให้มันฆ่าเราก่อนแล้วค่อยไปแจ้งตำรวจหรือเปล่า และถ้าถึงเวลานั้นแม่จะแจ้งตำรวจหรือเปล่า แม่จะเกรงใจยายอีกหรือเปล่า” แต่ขณะนี้เราก็เหมือนตายทั้งเป็นแล้ว เพราะเราเสียสุขภาพจิตมากจนจะไม่เป็นผู้เป็นคน ร้องไห้ตลอด ซึมเศร้า แยกตัวจากสังคม ไม่ยอมพูดอะไรกับคนอื่น ทำให้เป็นที่ผิดสังเกตของเพื่อน ๆ อย่างมาก และตอนนั้นเป็นช่วงที่จะเปลี่ยนระดับการศึกษาจาก ปวช. เป็นปริญญาตรี ทำให้ดิฉันมีปัญหาเรื่องเรียนตามมาเพราะในสมองก็ต้องคิดแต่เรื่องนี้ตลอดเวลาจนไม่เป็นอันทำอะไร

อาการเริ่มแรก

ฉันมีความรู้สึกคนใกล้ชิด รู้สึกกลัว ระแวง ไม่ปลอดภัยตลอดเวลา ไม่ไว้ใจใคร เพราะขนาดแม่ของเรายังไม่สามารถรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ทำให้เกิดความทุกข์ ทรมานในการอยู่ร่วมกับคนอื่น และ ที่สำคัญคือ ความรู้สึกมั่นใจหายไป ฉันไม่เคยรู้ตัวเลยว่าฉันเป็นคนมั่นใจในตัวเอง เพราะฉันจะเป็นคนกล้าแสดงออก ไม่ค่อยกลัวเรื่องเล็กน้อย มันทำให้ฉันทำอะไรได้มากมาย จนเหมือนกับมีความสามารถมากกว่าคนอื่น กล้าคิดกล้าทำ ทำให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ เป็นที่รักของเพื่อนเสมอ แต่อยู่มาวันหนึ่งเมื่อปัญหามันเข้ามาในชีวิตและเข้ามาตลอดเวลา ต้องมีปากเสียงกันซ้ำๆ กันทุกวัน เหมือนกับว่าทำให้เสียใจตลอดเวลา ถึงแม้ว่าปัญหานั้นจะคลี่คลายไปแล้วแต่มันก็เครียดทุกวัน ก่อนนอนทุกวันจะต้องร้องไห้จนหลับไป ตื่นขึ้นมาก็ต้องร้องไห้อีกจนกว่าน้ำตาจะแห้งถึงจะไปทำกิจวัตรประจำวันได้ เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 6 เดือนได้ ก็หยุดร้องไห้(อาจเป็นเพราะน้ำตามันหมดไปแล้ว มันก็เลยไม่ไหลออกมา แต่ความเสียใจก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้) ถึงแม้จะหยุดร้องไห้แต่ก็ยังกังวลใจตลอดเวลาทำให้ชีวิตไม่มีความสุขเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ฆ่าตัวตายไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้ดีขึ้นเลย

เมื่อฉันรับรู้ว่าตนเองผิดปกติแล้วฉันก็เสียใจมาก รับไม่ได้ที่ตนเองต้องเป็นอย่างนี้ การเสียสุขภาพจิตในครั้งนี้มันทำให้เสียทุกอย่าง เพราะฉันไม่สามารถควบคุมความกลัว สีหน้าแห่งความกลัวและกังวลใจของฉันทำให้ คนอื่นเห็นความตื่นกลัวของฉันมากขึ้น แม้แต่เพื่อนสนิทของฉันเอง ฉันก็ไม่ไว้ใจเลย 

ฉันรู้สึกว่าปัญหานั้นมันคงแก้ไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจคิดฆ่าตัวตายด้วยการกินยาแก้ปวดและยานอนหลับเข้าไปในปริมาณมากๆ แล้วนอนบนเตียงเพื่ออำพรางว่าฉันหลับไปเฉยๆ ไม่ได้ฆ่าตัวตาย เพราะตอนนั้นถึงแม้จะน้อยใจแม่ที่ไม่ปกป้องเราจากการถูกทำร้าย แต่ก็ไม่อยากให้แม่เสียใจว่าเราฆ่าตัวตาย ตอนนั้นปัญหาครอบครัวก็มากพออยู่แล้ว ทุกคนรู้สึกตึงเครียดไปหมด ถ้าทุกคนรู้ว่าฉันฆ่าตัวตาย พวกเขาจะต้องเสียใจมากแน่ ๆ โดยเฉพาะที่เลี้ยงฉันมา 20 กว่าปี แต่ฉันยังไม่ได้ตอบแทนพระคุณของแม่เลย ผลแห่งการฆ่าตัวตายทำให้ฉันนอนหลับไปชั่วครู่ แล้วก็ตื่นมาพร้อมกับอาการอาเจียนเป็นน้ำสีออกเขียวๆ เหลืองๆ และจุกลิ้นปี่อย่างรุนแรง เวลาหายใจออกมาจะได้กลิ่นยาแก้ปวดตลอดเวลา กินอะไรก็จะอาเจียนออกมาหมด แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าฉันจะฆ่าตัวตายเลยเพราะจนมาถึงทุกวันนี้ก็มีแต่จิตแพทย์และตัวฉันเองที่รู้ว่าฉันเคยคิดฆ่าตัวตาย

เมื่อฉันมีความพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ จึงคิดว่าเรายังมีกำลังที่จะต่อสู้กับปัญหาอยู่ มันต้องมีวิธีใหม่ที่สร้างสรรค์มากกว่านี้ และตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเรารักษาโดยวิธีการต่างๆ จนถึงที่สุดแล้ว ถ้าโรคของฉันไม่มีทางรักษาได้แล้ว ถ้าโลกนี้ไม่ต้องการคนอย่างฉันแล้วฉันค่อยกลับไปใช้วิธีฆ่าตัวตายทีหลังก็ได้ แต่ถ้าฉันคิดฆ่าตัวตายอีก เมื่อฉันตายจริง ๆ ฉันอาจจะตกนรกก็ได้ แต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินว่าในนรกจะมีหน่วยงานจิตเวชเพื่อรักษาวิญญาณที่เป็นโรคทางจิตอย่างเราซักที จึงตัดสินใจได้ว่า “เราควรจะมีวิธีการรักษาที่น่าจะดีสร้างสรรค์กว่านี้นะ”

การยอมรับว่าตนเองผิดปกติทางจิต

เมื่อฉันคิดว่าจะต้องหาวิธีที่สร้างสรรค์ในการรักษาหาแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยเริ่มหาข้อมูลทางอินเตอร์เนตก่อน แล้วก็เริ่มเปิดใจยอมรับว่า เราเป็นโรคทางจิตเวชและต้องการการช่วยเหลือจากแพทย์แล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าไปพบจิตแพทย์เพราะว่าเราคิดว่าการไปพบจิตแพทย์อาจทำให้คนอื่นมองฉันว่าเป็นคนบ้าก็ได้ จึงเริ่มด้วยการหาวิธีการรักษาด้วยตนเองก่อน โดยการค่อย ๆ เผชิญกับสังคมทีละนิด แต่เมื่อเข้าสังคมทีไร ก็เกิดปัญหาทุกทีว่าจะต้องกลัว เมื่อกลัวมากๆ ก็เกิดอาการ panic ตามมาทำให้รู้สึกว่าการรักษาด้วยตนเองไม่เป็นผล ฉันเป็นอะไรกันแน่ ฉันควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนดีกว่า แต่เพื่อให้แน่ใจว่าฉันผิดปกติทางจิตจริง ๆ จึงไปพบแพทย์ทั่วไปก่อน แพทย์จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่แผนกจิตเวชของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งและอาการก็ดีขึ้นในระดับหนึ่งแต่ไม่หายขาด แล้วฉันก็ไม่ไปรักษาต่ออีก

โชคดีหรือโชคร้ายที่ได้เป็นโรคทางจิตเวช

ตอนแรกฉันคิดว่าทำไมฉันต้องมาเป็นโรคนี้ด้วย ฉันคงเป็นคนที่โชคร้ายมาก ฉันถูกทำร้ายจนเครียด เป็นโรคทางจิตเวช แทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน แล้วยังต้องถูกสังคมมองว่าเป็นคนเสียจริตอีก เหมือนโดนทั้งขึ้นทั้งร่อง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเรา

แต่มันก็ยังมีข้อดีอยู่บ้างนะ ประการแรก ถึงแม้ฉันจะมีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากคนมั่นใจกลายเป็นคนที่ต้องหวาดกลัวตลอดเวลา แต่ก็ยังมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งและครอบครัวที่คอยให้กำลังใจเรา เขาไม่เคยคิดว่าฉันบ้าเลย แต่เพื่อนและญาติพี่น้องบ้างส่วนก็คิดว่าฉันเสียสติไปแล้วทำให้ฉันรู้ว่าใครเป็นมิตรแท้ ใครเป็นมิตรเทียม

ประการที่สอง ฉันได้ค้นพบความรู้สึกที่แปลกใหม่ เพราะฉันเป็นคนมั่นใจในตัวเองและไม่ค่อยกลัวอะไร แต่พอมาเป็นโรคนี้ฉันก็ไม่มั่นใจในตนเอง ทำให้ฉันเข้าใจคนที่ออกไป present หน้าห้องแล้วออกอาการสั่นได้เป็นอย่างดี ได้รู้ว่า คนมั่นใจกับคนไม่มั่นใจนั้นมีความรู้สึกที่แตกต่างกันมากเลยนะ คนที่มั่นใจจะภูมิใจเสมอที่ได้ที่มีคนฟังเขาพูด และก็อยากที่จะพูด present เรื่องที่ตนพูดนานๆ แต่คนที่ไม่มั่นใจจะคิดเสมอว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาที่จะได้ออกจากสถานการณ์ที่เขากลัวซักที ไม่มีความสุขที่จะพูด present และถูกคนฟังจ้องมอง

เห็นไหมในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่เสมอ เพียงแต่เราไม่ได้คิดถึงมันตอนนั้นเท่านั้นเอง ทำให้ฉันคิดว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นเราควรมองโลกทั้งในแง่ดีและแง่ร้ายควบคู่กันไปด้วย

การรักษา  

  1. การรักษาด้วยการบำบัดจิตใจของฉัน ให้เข้มแข้งแล้วค่อยๆ เผชิญกับปัญหาไปทีละน้อยๆ โดยถามตัวเองว่าตอนนี้ตัวฉันเองมีปัญหาอะไรที่เราแก้ไขไม่ได้ แล้วก็กำหนดเป้าหมายเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้เป็นขั้นตอน ขั้นตอนของฉันมีดังต่อไปนี้ 

    1.1 หาข้อมูลทางอินเตอร์เนต เพื่อว่าเรามีอาการอย่างนั้น อย่างนี้เราจะรักษาได้อย่างไร และปัจจุบันก็มีการให้คำปรึกษาทางอีเมล์ด้วย หรือการปรึกษาบนเว็บบอร์ด เช่น บอร์ดของ www.thaimental.com เป็นต้น สำหรับฉัน ได้เข้าไปขอคำปรึกษาโดยส่งอีกเมล์ไปหาคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน phobiaโดยเฉพาะ คือ คุณหมอสเปญ อุ่นอนงค์ ท่านก็ยังมีเว็บไซด์เป็นของตนเองคือ www.infomental.com และท่านก็ให้คำวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นโรค social phobia

    1.2 ยอมรับตนเองว่าเป็นโรคทางจิตเวช และขอคำปรึกษาทางโทรศัพท์ นัดพบหมอและอธิบายให้แพทย์ฟังว่าตนเป็นอย่างไร ถามหมอว่าเราเป็นโรคอะไรเพื่อให้เราเข้าใจในโรคของตนเองมากขึ้น ซึ่งเราควรจะหาความรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวชของเราด้วยเพราะโรคทางจิตเวชแบ่งแยกออกไปได้มากมาย และอาจจะมีอาการทางจิตแทรกซ้อนด้วย สำหรับฉันแล้วอย่างที่ทราบกันข้างต้นแล้วว่าถ้าฉันเป็นโรค social phobia แล้วก็จะมีอาการ panic ตามมาด้วย หากเรามีความรู้เกี่ยวกับโรคที่เราเป็นจะทำให้เราสามารถบอกความรู้สึกที่มีให้หมอฟังได้ และสามารถทำให้หมอรู้ว่าอาการเราอยู่ในระดับใด (การรักษาทางจิตเวชนั้นไม่สามารถบอกระดับออกมาเป็นตัวเลขได้ เพราะฉันคิดว่าจิตใจเป็นนามธรรม ซึ่งอาจจะหนักสำหรับคน ๆ หนึ่ง แต่อาจจะไม่เป็นอะไรมากสำหรับคนอีกคนหนึ่งก็ได้) จิตแพทย์จะได้ให้ยาเราได้ถูกว่า จะต้องให้ยาชนิดใด เท่าใดบ้าง

    1.3 หาเพื่อนที่เป็นโรคเดียวกัน เพื่อคุยถึงสาเหตุและปัญหาที่เกิดขึ้นได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้สึก และจะทำให้เรารู้ว่าระดับอาการของเราอยู่ในระดับใด มากหรือน้อย จากประสบการณ์ของฉันแล้ว ฉันเปิด internet และได้ส่งเมล์แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนที่เป็นโรค social phobia หรือการคุยโทรศัพท์ด้วย ทำให้ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นอะไรมากมาย เพียงแต่ว่าอาจจะควบคุมความกลัวไม่ได้เท่านั้น มีคนหนึ่งบอกฉันว่าเขาไม่กล้าแม้แต่จะรับโทรศัพท์ อีกคนหนึ่งก็บอกว่าเขาเป็นมาตั้งแต่ตอนเรียนประถมแล้ว เรามีการพูดคุยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ฉันคิดว่าคนที่จะเข้าใจเราได้ดีที่สุดคือ คนที่เป็นเหมือนเรา ทำให้ฉันหมดความคิดที่จะกลับไปใช้วิธีฆ่าตัวตาย และอีกอย่างหนึ่งที่ฉันค้นพบคือ คนที่เป็นโรคทางจิตเวชนั้นเขามีอีกมากมายที่ไม่ยอมเข้าไปรับการรักษากับจิตแพทย์เพราะกลัวว่าสังคมจะคิดว่าเขาเป็นโรคจิต โรคประสาท ทำให้เขาเชื่อผู้ป่วยจิตเวชที่หายแล้วเป็นส่วนใหญ่ และการรักษาตั้งแต่ต้นนั้นก็เป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะฉันค้นพบว่าถ้าฉันไปรักษาตั้งแต่ทีแรกฉันอาจจะไม่มีอาการ panic แทรกซ้อนก็ได้ และตอนนี้ฉันกำลังทำคลับเพื่อช่วยเหลือ ให้คำแนะนำผู้ป่วยจิตเวชด้วยกันเอง เพื่อให้เขาเอาประสบการณ์ของฉันและวิธีบำบัดจิตใจของฉันไปเป็นตัวอย่างในการบำบัดจิตใจตนเอง และเป็นข้อมูลเพื่อเปิดใจในการเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ต่อไป และก็มีคนสนใจส่งเมล์มาเยอะแยะมากมาย โทรมาหาฉันบ้างก็มี ทำให้ฉันมีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพวกเขา ฉันเชื่อว่าตอนนี้ฉันมีประโยชน์สำหรับโลกนี้ขึ้นมากบ้างแล้ว คลับของฉันชื่อ phobia club สามารถ link ไปที่ http://club.yenta4.com/phobiaclub เพราะฉันเชื่อว่ายังมีผู้ป่วยอีกมากที่เขาไม่กล้าไปพบจิตแพทย์ (และก็มีมากจริงๆ เพราะดูจากที่ติดต่อมาทางอีเมล์และโทรศัพท์)

    1.4 ให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา เพราะเวลาที่ฉันเกิดอาการ social phobia ฉันจะโกรธคนที่ทำร้ายฉันมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันดูหนังเรื่องหนึ่งให้แง่คิดดีมากว่า

    1.5 ตั้งความหวังเพื่อกำลังใจ ลองคิดดูว่าถ้าเราหายเราจะสามารถทำประโยชน์อะไรได้อีกเยอะ ต้องคิดเสมอว่าเราไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่คิด แล้วตั้งความหวังเป็นข้อ ๆ ว่าถ้าเราหายเราจะไปทำอะไรต่อไป เราจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป เพื่อไม่ให้เราคิดสั้น (คำเตือน ตั้งความหวังที่ยากเกินไปนะ เพราะถ้าเราทำไม่ได้จะทำให้เราผิดหวัง เอาความหวังที่ง่ายก่อนแล้วค่อยยากขึ้นเรื่อย ๆ จะดีกว่า)

    1.6 ประคับประคองอาการให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น เราควรจะค่อยๆ หน้ากับสังคมที่ละน้อยๆ แล้วเพิ่มความยากในการเผชิญสังคมมากขึ้น เพื่อรักษาอาการให้ดีขึ้นเพราะถ้าเราอาการแย่ลงก็จะทำให้จิตใจเราท้อแท้ สิ้นหวัง และไม่คิดจะรักษาอีก เราต้องค่อยๆ เผชิญหน้ากับสิ่งที่เรากลัวทีละน้อย แล้วนานไปก็จะรู้สึกชินชาไปเอง

    1.7 มองโลกในแง่ดีควบคู่ไปกับการมองโลกในแง่ร้ายของเรา เพราะถ้าเราคิดว่า โลกนี้มีแต่ความชั่วร้ายเราคงไม่มีวันที่เราจะมีความสุข การมองโลกในแง่ร้ายนั้นก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน คือทำให้เราสามารถระแวดระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้ และอีกอย่างหนึ่งคือ การมองโลกในแง่ดีเพื่อให้เรามีกำลังใจที่จะดำรงชีวิตต่อไป

    1.8 มีรูปคนที่รักติดตัวเราไปด้วย เพราะบางครั้งเราอาจจะเกิดปัญหาที่เรารับไม่ได้ เราอาจจะไม่พร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์นั้น แต่เมื่อเราต้องเผชิญกับปัญหาหรือสิ่งที่ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจของเรา เราจะได้เอารูปนั้นขึ้นมาดู ฉันได้รับการให้กำลังใจจากเพื่อนคนหนึ่งว่า เราต้องอยู่เพื่อคนที่เรารัก เอาชนะเพื่อคนที่เรารัก เราอย่าไปเอาชนะคนที่ไม่รักเราเพราะคนพวกนี้ไม่เคยเห็นคุณค่าของการเอาชนะของเรา ฉันจะมีรูปครอบครัว เพื่อนๆ และสัตว์เลี้ยงติดตัวไว้เสมอเลยนะ จะได้สบายใจว่ามีสิ่งที่เรารักอยู่กับเราเสมอ เป็นกำลังใจได้มากเลย

    1.9 ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าถ้าเราปล่อยให้ตัวว่าง ใจว่างเราก็จะมีเวลาคิดฟุ้งซ่าน เราควรเปลี่ยนจากเวลาฟุ้งซ่านมาเป็นเวลา สำหรับฉันแล้วฉันก็เขียนไดอารี่ (ควรบันทึกแต่สิ่งที่ดีนะเพราะว่าจะเมื่อเรากลับไปอ่านไดอารี่เราจะได้รู้สึกความสุข ถ้าเราบันทึกระบายเรื่องไม่ดีแล้วกลับไปอ่านอาจจะทำให้เราเกิดความทุกข์และหวนกลับไปคิดถึงเรื่องนั้นอีกได้ จะทำให้เราไม่สบายใจ

    1.10 อุทิศตนเป็นกรณีศึกษา (case study) เพื่อจะได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโรคของเรามากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการรักษาตัวเราเองและผู้ที่เป็นโรคเดียวกับเราต่อไป สำหรับฉันได้ไปเป็น case ให้แพทย์ในภาควิชาจิตเวชศาสตร์และเพื่อน ๆ ภาควิชาจิตวิทยา เอกแนะแนวในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง รู้สึกสนุกดี ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหมอด้วย หากผู้ป่วยจิตเวชไม่เปิดใจที่จะให้ข้อมูลแล้ว โรคที่เราเป็นก็ยังเป็นโรคที่แปลกสำหรับคนทั่วไปเสมออยู่ดี เพราะฉะนั้นการที่เรายอมอุทิศตน อุทิศเวลา ก็จะเป็นผลบุญให้เรามีกำลังใจในการรักษา เพราะอย่างน้อยก็มีคนที่ยังเห็นประโยชน์ในโรคที่เราเป็นด้วย

  2. ปรึกษาแพทย์และทำตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพราะเมื่อแพทย์รู้ว่าเราเป็นโรคอะไรแล้วแพทย์จะทำการวางแผนเพื่อให้คำปรึกษาแก่เรา หากเราไม่ทำตามที่แพทย์สั่งแล้วเราเองอาจจะไม่หาย และการรักษาที่แล้วมาอาจจะสูญเปล่าก็ได้

 

สำหรับฉันแล้วแรก ๆ มีปัญหาเรื่องลืมกินยาเป็นประจำเพราะว่ายามันมากมายเหลือเกิน ไม่รู้จะกินอันไหนก่อน ฉันจึงเริ่มจากการจดบันทึกการรักษา โดยมีสมุดเล่มหนึ่งเขียนถึงจุดมุ่งหมายของการรักษา ตารางการกินยาเพื่อบันทึกว่าวันนี้เรากินยาครบตามที่แพทย์สั่งหรือยัง เราลืมกินยาหรือเปล่า เวลาพักผ่อนของเรา เพื่อให้รู้ว่าวันนี้เรามีการพักผ่อนอย่างเพียงพอหรือไม่ หลับสนิทหรือไม่ วันนี้มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เราสะเทือนใจอยู่บ้าง แล้วเกิดอาการณ์ผิดปกติอย่างไรบ้าง เมื่อไปพบจิตแพทย์จะได้อธิบายให้ถูกต้อง เพราะแพทย์ไม่ได้อยู่กับเรา 24 ชม. เราไม่ได้อยู่ในสายตาแพทย์ตลอดเวลา และการไปพบแพทย์นั้นเป็นช่วงเวลาแค่นิดเดียวเท่านั้น แพทย์จึงต้องการอาการโดยสรุปของเราด้วย

บางครั้งเราเคยคิดว่าฉันเบื่อยาเหลือเกิน ไม่อยากกินยาเลย มันขมมากๆ ปกติก็ไม่ชอบกินยาอยู่แล้ว เราก็ได้กำลังใจจากผู้ป่วยคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาต้องกินยาไปตลอดชีวิตเลยนะ และบอกว่า “ให้คิดว่ายานั้นเป็นวิตามินบำรุงจิตใจ หรือเป็นอาหารเม็ดพิเศษสำหรับเรา ที่ทวยเทพ(จิตแพทย์) ประทานให้เราเพราะเราคือคนพิเศษอย่างไรล่ะ” (นั่น... จินตนาการไปโน่น) แล้วก็ได้ผลดีมาก ฉันจึงมีกำลังใจว่าถ้าฉันหายฉันก็จะได้ไม่ต้องกินยาอีก

จากประสบการณ์อันเลวร้ายถ่ายทอดสู่สาธารณชน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรักษาของผู้ป่วยจิตเวชต่อไป ยังไม่สายหรอกค่ะที่คุณจะไปพบจิตแพทย์ การไปพบจิตแพทย์จะไม่ใช่เรื่องของคนบ้าอีกต่อไป เพราะถ้าเราบ้าแล้วไปพบจิตแพทย์ก็ช่วยอะไรเราไม่ได้นอกจากการให้ยาเพื่อระงับอาการของเรานั่นเอง ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขก็มีมาตรการป้องกันโรคมากว่าที่จะรักษา เพราะการรักษาอาจจะไม่ได้ผล แต่การป้องกันและรักษาโรคตั้งแต่เริ่มแรกที่เป็น เป็นการรักษาที่ดีที่สุดแล้ว ขอขอบคุณ แผนกจิตเวช โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เอาใจใส่ต่อการรักษาเสมอมา

ขอบคุณ ครอบครัว เพื่อน สัตว์เลี้ยง ที่คอยให้กำลังใจในยามท้อแท้ และขอบคุณ เพื่อนผู้ป่วยจิตเวชทุกคนที่ให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการรักษาของดิฉัน

                                                           

"กำลังใจ"

 

กำลังใจ มีจริงและไม่ใช่เป็นแต่นามธรรม ยังเป็นรูปธรรม สามารถสร้างวัตถุอันใดอันหนึ่งในตัวคนได้้อีกด้วย กำลังใจเพิ่มพูนกำลังกาย กำลังความคิด นักกีฬาที่มีกองเชียร์คอยให้กำลัีงใจจะเพิ่มพูนกำลังและมีสมรรถภาพในการเล่นดีกว่าที่เล่นโดดเดี่ยว เวลาเกิดเพลิงไหม้ คนขนของหนีเพลิงสามารถยกของหนักซึ่งตามปกติยกไม่ไหว มีให้เห็นบ่อยๆ

กำลังใจเป็นกำลังที่สามารถจะให้กำลังได้อย่างแปลกประหลาดมหัศจรรย์ และสามารถปลูกสร้างขึ้นมาได้ ให้เป็นกำลังที่จะนำไปใช้ได้ ตามความต้องการและทำประโยชน์แก่เราโดยสม่ำเสมอ

กำลังใจในสภาพจิดที่รุนแรงหรือความสะเทือนใจอย่างหนัก กำลังใจย่อมจะเกิดได้ทั้งนั้น ความโกรธ ความเคลียด ความกลัว ความหึงหวง ความริษยา ก็ทำให้เกิดกำลังใจแต่เป็นกำลังใจที่โลดโผน เกิดขึ้นชั่วครู่แล้วก็ดับหายไป แทนที่จะเป็นคุณกับเป็นโทษยิ่งกว่า

กำลังใจที่เป็นคุณ ต้องเป็นกำลังใจที่เกิดจากดวงจิตผ่องแผ้ว เกิดจากดวงจิตที่เข้มแข็งหนักแน่น

กำลังใจมีได้ 2 อย่าง คือเกิดขึ้นเอง และเราก่อให้เกิดหรือเราปลูกสร้างไว้

กำลังใจที่เกิดขึ้นเอง เป็นกำลังใจที่รุนแรงและให้ผลอย่างแปลกประหลาด มหัศจรรย์ แต่เ็ป็นโทษมากกว่าคุณ ได้แก่ กำลังใจที่เกิดขึ้นเพราะความโกรธ ความกลัว เป็นกำลังชั่วแล่นแล้วก็ให้โทษภายหลัง แต่กำลังใจที่เราปลูกสร้างขึ้นเองนั้น เป็นคุณอย่างเดียว

กำลังใจทำให้เราเป็นตัวของเราเอง ให้ชีิวิตดำเนินไปโดยควบคุมไม่ปล่อยหลงแล่นไปตามเหตุการณ์ หรือสิ่งแวดล้อมที่นัีับวันจะยิ่งซับซ้อนและต้องผจญกับปัญหาความยากลำบากในชีวิต ให้เราสามารถรักษาไว้หรือเพิ่มพูนกำลังกายกำลังความคิด ไม่ย่อนย่อท้อแท้ ในเมื่อต้องเผชิญกับโชคร้าย ด้วยวิธีที่รู้จักเอากำลังใจมาช่วย กำลังกายและกำลัีงความคิด ให้เรารู้เท่าทันกับอกุศลจิตที่เป็นโทษ และเป็นภัยแก่่ตัวเรา เช่น ความกลัว ความโกรธ ความริษยา ความทุกข์ร้อน ความวิตก ความกลัดกลุ้ม เพื่อที่ทำให้เราทำงานได้ดีและได้มากกว่าปกติให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่มีความสุข

กำลังใจ ต้องจำกัดขอบเขตว่าเป็นกำลังชนิดที่จะช่วยให้เรา"พอใจในเบื้องหลัง มีหวังในเบื้องหน้า" เป็นกำลังใจชนิดที่เราจะปลูกสร้างและหล่อเลี้ยงไว้สำหรับเป็นประโยชน์แก่เรา และทำประโยชน์ได้อย่างเดียว ไม่ให้มีโทษเลย

ในการปลูกสร้างกำลังใจนั้น เมื่อได้ปลูกสร้างขึ้นไว้ครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่ละลายหายไป ไม่เหมือนวิชาความรู้ที่เราเรียนอาจจะลืมไปเสียได้ แต่กำลังใจนั้น เมื่อพยายามสร้างขึ้นไว้ได้แล้วก็คงอยู่ตัวเสมอไม่มีวันลืมเลือนสูญหาย กำลังใจจะเป็นมิตรที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่่ีี่เราประสบโชคร้าย หรือตกทุกข์ได้ยาก เราจะไม่สามารถหาเพื่อนใดๆได้ดีกว่า"กำลังใจ"

 

                                              

"ความโกรธ"

 

ความโกรธเป็นพิษร้าย ทำอันตรายแก่สุขภาพของคนที่โกรธเอง อย่างน้อยทำให้ความอยากอาหาร(Appetite) ลดถอยลงไป ทำให้สุขภาพอ่อนแอ เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย จึงเป็นวิธีการประุทุูษร้ายอันหนึ่งที่มนุษย์ชอบทำแก่กัน คือทำให้โ้กรธบ่อยๆ ซึ่งเท่ากับวางยาพิษให้ตายเร็วได้เหมือนกัน

ความโกรธเป็นผลร้ายแต่ตัวเราเอง เป็นยาพิษชนิดหนึ่งที่ทำลายสุขภาพอนามัย ทำลายทั้งร่างกาย กำลังความคิด และกำลังใจ เป็นศัตรูอันแรกของมนุษย์ ทำลายสุขภาพของมนุษย์มากเท่ากับโรคร้ายอื่นๆ การประทุษร้ายด้วยวิธีทำให้โกรธเป็นการประทุษร้ายที่ได้ผลแน่นนอน เพราะทำร้ายได้ไม่เฉพาะแต่ร่างกาย ยังทำร้ายไปได้ถึงความคิด สติปัญญา และดวงจิตด้วย และเป็นการทำร้ายที่ไม่ผิดกฎหมาย เราเองจำต้องมีวิธีป้องกันตัวสำหรับการทำร้ายชนิดนี้

คนที่โกรธง่ายเป็นคนอ่อนแอไม่ใช้คนเข้มแข็ง เป็นคนขลาดไม่ใช่คนกล้าและเป็นคนไม่มีกำลังใจ

ความโกรธมีผลร้ายหลายประการ

1. ทำลายรสอาหาร ทำให้หมดความอยากรับประทานอาหาร(Destroy appetite)

2. เป็นเหตุให้เครื่องย่อยอาหาร ทำงานไม่ปกติ(Check digestion)

3. ทำให้ประสาทเกิืดความพิการ(Unsettle nerves)

4. ทำให้เกิดความระส่ำระสายทั่วสรรพาค์กาย(Upset the Wholle physiical make-up)

5. ทำให้เกิืดพิษในตัวเหมือนพิษงู และพิษอันนี้จะก่อผลร้ายให้แก่ตัวเอง

6. เด็กที่ถูกแกล้ง หรือทำให้โกรธอยู่เสมอ จะทำให้พัฒนาการเติบโตช้าอย่างผิดประหลาด และเป็นอันตรายแก่ชีวิิตของเด็กตลอดไป

จึงเป็นที่รู้กันแล้วว่า...ความโกรธมีพิษร้าย


ชุด Heart Sutra เปิดใจ สู่ใจ
03 พรุ่งนี้ ... คือวันนี้  

  

 

 

 

 

                                                     

        ทะเบียนพาณิชย์อีเลคทรอนิคส์ เลขที่  3500700033173   www.tmd.go.th       www.weredhome.com/       http://www.rakdang.com/     www.watchomlhiri.com   http://thaitvnews2.blogspot.com/2011/05/blog-post_6097.html       

Copyright (c) 2009 by dcmbusiness.com              084-150-7209 , 086-428-8613     vitcm1@gmail.com