สินค้าประหยัดน้ำมัน ชุดสำเร็จรูปมีจำหน่ายแล้วราคาพิเศษ dv hydrogen 

                  
  

       Mainmenu

        อาหารเสริม
        เสริมสุขภาพ
       หมวดพลังงาน
            สินค้าทั่วไป
 
             สมุนไพร

 
หนังสือพิมพ
@
เดลินิวส์
@ ไทยรัฐ
@ ไทยโพสต์
@ มติชน
@ มติชนสุดสัปดาห์
@ ข่าวสด
@ ประชาชาติธุรกิจ
@ คมชัดลึก
@
ผู้จัดการ
@ ผู้จัดการรายสัปดาห์
@ ผู้จัดการรายเดือน
@ โพสต์ทูเดย์
@ กรุงเทพธุรกิจ
@ กรุงเทพธุรกิจ Biz week
@ ฐานเศรษฐกิจ
@ เส้นทางเศรษฐกิจ
@ แนวหน้า
@ สยามรัฐ
@ Bangkok Post
@ เนชั่น
@ เนชั่นสุดสัปดาห์
@ สยามธุรกิจ
@ กระแสหุ้น
@ บ้านเมือง
@ เทเลคอม เจอร์นัล
@ เนชั่นแชนแนล
Bookmark and Share
 
สถิติวันนี้

67 คน

สถิติเมื่อวาน

49 คน

สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด

686 คน
136577 คน
9298210 คน

เริ่มเมื่อ 13/11/08

  

                                     อิทธิบาท ๔

คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม
เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้อง
ทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน 

ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้
ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ

วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึงการการะทำที่ติดต่อไม่ขาดตอนเป็นระยะยาว
จนประสบความสำเร็จ คำนี้มีความหมายของความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยส่วนหนึ่ง

จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้น ไปจากความรู้สึกของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น
วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ
อยู่ด้วยอย่างเต็มที่

วิมังสา หมายถึงความสอดส่องในเหตุและผลแห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมายของคำว่าปัญญาไว้อย่างเต็มที่

บุคคลเมื่อประกอบด้วย คุณธรรม ๔ อย่างนี้แล้ว ย่อมประสบความสำเร็จ ในสิ่งที่
ไม่เหลือวิสัยของมนุษย์ ซึ่งโดยตรงทางหมายถึงความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ที่เรียก
ว่า นิพพาน ส่วนเรื่องอื่น นอกนั้นไป ถือว่าเป็น เรื่องพิเศษ และ ไม่มี ขอบขีดจำกัด
เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องนอกเหนือ วิสัยธรรมดา อยู่มาก เช่นเรื่องที่ว่า คนเรา
อาจมีอายุยืน ถึงกัลป์ ด้วยอำนาจแห่งอิทธิบาททั้ง ๔ นี้ ซึ่งข้อนี้มิได้มีความหมาย
ขัดกัน ในข้อที่ว่า อิทธิบาท ๔ นี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้อายุยืนถึงปานนั้นได้หรือไม่ แต่
มีปัญหาอยู่ที่ว่า คนเราจะสามารถ เจริญอิทธบาทให้มากถึงเท่านั้นได้หรือไม่ ต่าง
หาก เพราะฉะนั้น ท่านจึงถือว่า หลักเกี่ยวกับอิทธิบาท นี้ คงมีความหมาย ไปตาม
ตัวหนังสือ โดยไม่ต้องมีขอบขีดจำกัดว่าอะไรบ้าง สรุปความสั้นๆว่าวิสัยของใคร
ทำให้เขาเจริญอิทธิบาทได้มากเท่าใด เขาย่อมได้รับผลเต็มกำลังของอิทธิบาทนั้น
แม้ในสิ่งที่บางคน ถือว่าเป็นของเหลือวิสัย โดยเฉพาะเช่น การบรรลุนิพพาน

ในที่บางแห่ง ท่านเติมคำว่า อธิปเตยย เข้าข้างท้ายคำเหล่านี้ เป็น ฉันทาธิปไตย
วิริยาธิปไตย วิมังสาธิปไตย
ไปดังนี้ก็มี แปลว่า ความมีฉันทะเป็นใหญ่ เป็นต้น
ซึ่งที่แท้ ก็ได้แก่ อิทธิบาท อย่างเดียวกัน นั่นเอง แต่ใช้คำว่า ที่มีความหมาย ที่
เห็นได้ชัด ยิ่งขึ้นว่า ในการทำกิจใดๆ ก็ดี ย่อมมีฉันทะ เป็นต้น เหล่านี้เป็นใหญ่
หรือเป็นประธานในความสำเร็จ เป็นการชวนให้สนใจในสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท
นี้ยิ่งขึ้น มีพระพุทธภาษิต ยืนยัน อยู่ในที่ หลายแห่ง ว่า การตรัสรู้ อนุตรสัมมา
สัมโพธิญาณ ของพระองค์เอง สำเร็จได้โดยมี อิทธิบาท๔ นี้ เป็นประธาน แห่ง
การกระทำ ในลำดับนั้นๆ ฉะนั้น จึงถือว่าเป็น อุปกรณ์อันขาดเสียไม่ได้ในความ
สำเร็จทุกชนิด ผู้ปฏิบัติ เพื่อความ ความดับทุกข์ จึงต้องสนใจเป็นพิเศษ แม้การ
ประกอบ ประโยชน์ ในทางโลก ก็ใช้หลักเกณฑ์ อันเดียวกันนี้ได้เป็นอย่างดี โดย
เท่าเทียมกัน แม้ที่สุด แต่ในกรณีที่เป็น การทำชั่ว ทำบาป ก็ยังอาจนำไปใช้ ให้
บรรลุผลได้ตามที่ตนประสงค์ ฉะนั้น ท่านจึงจัดเป็น หลักธรรม ที่สำคัญหมวด
หนึ่ง ในบรรดา โพธิปักขิยธรรม ทั้งหลาย

นี้นับว่า เป็นอุปกรณ์ในฐานะเป็น เครื่องช่วยให้เกิดการปฏิบัติ ดำเนินไปได้ โดย
ปราศจากอุปสรรค ตั้งแต่ต้น จนถึง จุดหมายปลายทาง

  "การขุดเพชรในพระไตรปิฎก นั้นมีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนาส่วนที่
ยังเป็นหมันอยู่ในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะ
กาลามสูตร, หรือส่วนที่
ยังไม่ได้กระเทาะเปลือก; และเป็นวิธีการที่เตรียมเสมอพระพุทธศาสนา
ในลักษณะที่มนุษย์แห่งยุคอวกาศ หรือยุคปรมาณูจะยอมรับไหว"

 "สวรรค์ที่มีได้ในทุกอิริยาบถ เป็นสิ่งที่มองข้ามกันไปเสีย
หรือถึงกับยังไม่มีใครมองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีได้จริง ยิ่งกว่าจริง!
ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก่อนการตายเป็นไหนๆ และไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม
มากไปกว่าที่กำลังลงทุน หรือกระทำกันอยู่แล้ว,
แต่ไม่รู้จักทำมันให้เป็นสวรรค์ขึ้นมา เพราะขาดสติสัมปชัญญะ และ
ความรู้อันแท้จริงว่าหน้าที่การงานทุกอย่างนั้นแหละคือธรรมะ
หรือพระเจ้าที่จะช่วยให้รอดได้อย่างแท้จริง"

  ปรับความเข้าใจ ที่ผิดๆ เกี่ยวกับพุทธศาสนา
เช่น ผู้ปฏิบัติธรรม คือผู้ที่ทิ้งบ้านเรือนหนึเข้าป่า,
พุทธศาสนามีไว้สำหรับคนเบื่อโลก,
หลักกรรม ทำดี-ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ทำบุญไปสวรรค์ ทำบาปไปนรก
เป็นหลักของพุทธศาสนา .. เป็นต้น

พุทธศาสนามุ่งหมายอะไร ความมุ่งหมายของพุทธศาสนานั้น
มักถูกคนส่วนใหญ่เข้าใจไปเสียว่า มุ่งหมายจะนำคนไปเมืองสวรรค์
คนทั้งหลายมุ่งกันแต่จะเอาสวรรค์
ซึ่งเป็นแดนที่ตนจะได้เสพย์กามารณ์ตามปรารถนา
นี่เป็นอุปสรรคอันสำคัญ ที่ทำให้คนเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนาไม่ได้
เพราะไปมุ่งเอาตัณหาอุปาทาน กันเสียหมด.

ไกวัลยธรรม (ฉบับย่อ) ซึ่งท่านภิกขุ ฉ.ช. วิมมุตตยานันทะ
ใช้เวลานานถึง ๒๘ เดือน ย่อความธรรมบรรยาย ทั้ง ๑๓ ตอน
ของท่านพุทธทาส เพื่อให้เราท่านอ่านได้รวดเร็วขึ้น 

จุดมุ่งหมายของการบรรยายเรื่อง "ไกวัลยธรรม"
...เป็นการทำความเข้าใจ และสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดขึ้น ในระหว่างชาติ
และศาสนา โดยความหมายที่ทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ยิ่งกว่านั้นยังทำให้
มองไกลไปถึงกับว่า สัตว์ พืช และ สิ่งที่ไม่มีชีวิต ก็เป็นธรรมชาติอย่างเดียวกัน
จะเป็นการทำให้รักสิ่งที่มีชีวิต หรือรักสิ่งทั้งปวงเหมือนกันหมด ...

ชาตินี้ ชาติหน้า นแง่มุมที่ท่านยังไม่รู้จัก 
ชาติหน้า ที่ท่านไปถึงได้ โดยไม่ต้องตายเข้าโลง ไปเสียก่อน 
เรื่องสำคัญที่สุด ที่ท่านจะต้องรู้จักเพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ และมีกฏธรรมชาติเป็นพระเจ้า อย่างมิใช่บุคคล
เป็นกฏที่สามารถแทรกซึม อยู่ในทุกๆ ปรมาณู ของทุกสิ่งที่ประกอบกันขึ้น
เป็นจักรวาล และบังคับสิ่งนั้นๆ ให้เป็นไปตามกฏ.

ก ข ก กา ของพุทธศาสนาที่แท้จริง มิได้ตั้งต้นที่พระรัตนตรัย
แต่ตั้งต้นการศึกษาที่ การกระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ว่าได้ก่อให้เกิด วิญญาณ - ผัสสะ -  เวทนา อย่างไร
จนกระทั่ง เกิดตัณหา อุปาทาน แล้วเกิดทุกข์ ควบคุมการเกิดเหล่านี้ได้แล้ว
ก็จะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาเอง 

นรก-สวรรค์ ตามหลักของพระพุทธเจ้า เป็นสันทิฏฐิโก ที่สัมผัสกันได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้
ซึ่งดีกว่า จริงกว่า ชนิดที่คิดว่า จะมีกันต่อเมื่อตายแล้ว
ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี จะได้เป็นพุทธบริษัทสมชื่อ.

การใช้ หลักกาลามสูตร ๑๐ หรือ หลักความเชื่อ ๑๐ ให้ถูกต้องครบถ้วน
เป็นหลักการและวิธีการอันแน่นอน ในการที่จะรักษาพุทธศาสนาเอาไว้ได้
และในลักษณะที่จะเป็นที่พึ่งได้ อย่างแท้จริง
และเป็นการสืบอายุพุทธศาสนา ที่ตรงตามพุทธประสงค์ 

ระบบการใช้ ภาษาคน-ภาษาธรรม เป็นสิ่งจำเป็นต้องมีอย่างแน่นอน
เพื่อใช้ในการศึกษา และสั่งสอนพุทธศาสนา เพราะธรรมะทั้งหมด
มีที่ตรัสไว้ ทั้งโดยภาษาธรรมของคนธรรมดา (ปุคคลาธิษฐาน) และ
ภาษาธรรมของคนที่เห็นธรรมะแล้ว (ธรรมาธิษฐาน)
ดังนั้น จึงต้องสังเกตให้ดีๆ ทั้งในการศึกษา การสั่งสอน การสนทนา
มิฉะนั้น จะเกิดอาการเวียนหัว

การเห็นแก่ตัว คือ จุดศูนย์กลาง ของความไม่มีศีลธรรม และปรมัตถธรรม
จึงทำบาป อกุศลได้อย่างมั่นใจ ว่าถูกต้อง และเป็นธรรม ทุกประการแล้ว,
ดังนั้น ศาสนาทุกศาสนา จึงมุ่งหมายสอน
การทำลายความเห็นแก่ตัวก่อน
ถ้ามิฉะนั้น ก็มิใช่ศาสนา.

มรดกที่ ๑๔๑ ขอให้ตั้งต้นการศึกษาธรรมะด้วยการรู้จัก นิวรณ์ 
และภาวะที่ไม่มีนิวรณ์ อันเป็นสิ่งที่มีอยู่ ในชีวิตประจำวัน ด้วยกันทุกวัน และทุกคน
นี้จะเป็นการง่ายเข้า ในการที่จะรู้จัก
กิเลส อย่างชัดเจน
และปรารถนา ชีวิตที่ไม่มีกิเลส หรือคุณค่าของพระนิพพาน ได้ง่ายเข้า

 

           

ต้องทำลายความเห็นแก่ตัวก่อน

เป็นอันว่า หลักในทางพระศาสนาหรือ ทางศีลธรรมก็ตาม ล้วนแต่ ต้องการให้
ทำลายความเห็นแก่ตัวเป็นข้อแรก ดังนั้นพระพุทธศาสนาเรา จึงยกเอา สักกาย
ทิฎฐิ คือ ความเห็นแก่ตัว เห็นว่า กายนี้ของตัว นี้มาเป็นข้อแรกหรือเป็นสิ่งแรก
ที่จะต้องพยายาม ละเสีย เราผู้ต้องการจะปฏิบัติ ในหลักพระพุทธศาสนา ต้อง
ทำอย่างนี้ และทำเรื่อยๆไป จนหมดความเห็นแก่ตัว โดยสิ้นเชิง ในการ ละ
สัญโญชน์ และอนุสัย ให้หมดสิ้น

หมดความเห็นแก่ตัวไม่มีตัวเหลืออยู่จริงๆ เมื่อนั้นแหละจะกลายเป็นคนที่ไม่มี
ความทุกข์ อีกต่อไป คือ กลายเป็นคนที่ไม่ตาย ไม่มีตัวตน ที่จะต้องตาย ไม่มี
ความทุกข์ เพราะไม่มีความหวังอะไร ไม่มีความอยากเหลืออยู่ ให้เห็ด หัวเราะ
เยาะ อีกต่อไป หมายความว่า ไม่มีความหวัง หรือความอยากอะไร เหลืออยู่ แม้
แต่น้อย นั่นเอง ไม่ได้อยากอยู่ ไม่ได้อยากตาย และ ไม่ได้อยาก อะไรทั้งหมด
เพราะว่า ไม่มีตัวกู ที่จะอยาก นี่แหละ คือความไม่ตาย

นี่แหละคือ ความที่เป็นทุกข์ไม่ได้ ไม่ว่าอะไรๆ มันจะเป็นไปอย่างไร จิตใจ
ชนิดนี้ มันมีความทุกข์ไม่ได้ ในตัวของตัวเอง ก็ไม่มีอาการที่เป็นบ้า หมาย
ความว่า หายโรคบ้า หายโรคเป็นบ้านี้โดยสิ้นเชิง ไม่มีตัวตน ที่จะเหลืออยู่
สำหรับรับรองโรคนี้ โรคนี้ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อาศัย ก็เกิดขึ้นไม่ได้ หมายความ
ว่า จิตใจชนิดนี้ ไม่เป็นที่ตั้ง ไม่มีที่อาศัย ของความ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งเป็นโรค
บ้า โรคบ้า จึงเกิดขึ้นในจิตใจ ชนิดนี้ไม่ได้

นี่แหละ คือ หนทางทางเดียว เท่านั้น ที่จะทำให้ทุกข์ กับเขาไม่เป็น เป็นทุกข์
กับเขาไม่เป็น เพราะว่า เป็นบ้ากับเขาไม่เป็น เมื่อเป็นบ้า กับเขาไม่เป็นแล้ว ก็
เป็นทุกข์ กับเขาไม่เป็น แม้ว่าโลกนี้  จะเต็มไปด้วย คนบ้า หรือจะเต็มไปด้วย
ความทุกข์ อย่างไร จิตใจนี้ เป็นบ้าไม่ได้ เป็นทุกข์ไม่ได้ เป็นทางออก ทาง
เดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่น ที่คนเรา จะเป็นทุกข์ไม่ได้ เป็นบ้าไม่ได้ คือ พยายาม
ศึกษาปฏิบัติ จนได้รับผล ของการปฏิบัติ เป็นธรรมะที่ทำลาย ความยึดมั่น ถือ
มั่น เสียได้ นี้เรียกว่า ธรรมะกำมือเดียว หมายความว่า ไม่มีเรื่องอื่น อีกแล้ว มี
แต่ เรื่องเดียว แล้วเรื่องเดียวนี้ ก็ไม่มากมายอะไร เป็นเรื่องสั้นๆ ลัดๆ คือ
ทำลายความ ยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู-ว่าของกูเท่านั้นเอง

แต่คนที่ได้รับ คำสั่งสอน ในข้อนี้ ได้รับมาก อย่างที่เป็นเมฆ หรือเป็นหมอก
เป็นฝ้า บังความจริง จึงมาเห็น เป็นเรื่องมากมาย ใหญ่โต มันกลับกลาย เป็น
ว่า จะต้องเรียนให้หมด ทั้ง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์บ้าง จะต้องเรียนให้รู้ว่า
กี่เรื่อง กี่สิบเรื่อง กี่ร้อยเรื่อง กี่พันเรื่อง จนกระทั่ง เวียนหัวไปหมด ไม่หมุน
มาสู่ เรื่องที่จะ ทำลายความเห็นแก่ตัว หรือ ทำลายความรู้สึก ว่าตัวกู ว่า
ของกู แต่ประการใด

เพราะเหตุนี้เอง จึงได้ขอร้องแล้ว ขอร้องอีก ว่า จงเป็นอยู่ในลักษณะ ที่จะ
กำจัด ความเห็นแก่ตัว หรือ ความที่มีตัว เราประกอบการงาน ไปตามปกติ
ที่มนุษย์เราจะต้องทำ และในขณะที่ ประกอบการงานนั้น จะเป็นโอกาส ให้
กิเลสเกิดขึ้น สำหรับเห็นแก่ตัว แล้วเราก็มีโอกาส จัดการกับ กิเลสข้อนี้ คือล่อ
ให้มันออกมา ด้วยสติสัมปชัญญะ แล้วก็ฆ่ามันเสีย ทำประหนึ่งว่า กิเลสนี้
เหมือนกับเหยื่อ ที่เราจะจับมา ฆ่าเสียให้ตาย เรามีอาการเหมือนกับ เสือ ที่
ซุ่มอยู่ในที่ที่เหมาะสม สำหรับที่จะจับเหยื่อ ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านั้น

พระพุทธเจ้าท่านเปรียบภิกษุ ว่าเหมือนกับเสือ แล้วก็ซุ่มอยู่ในป่า คือ สติ
หรือ สติปัฎฐานทั้ง ๔ นี้เรียกว่าสติ นี้เปรียบเหมือนป่า เสือจะต้อง อาศัย
อยู่ในป่า ซุ่มอยู่ในป่า ซ่อนอยู่ในป่า ให้เหมาะๆ จึงจะจับเหยื่อ คือกิเลสได้
ขาดสติเมื่อใด ก็ไม่มีป่า เสือออกมา เห็นโทนโท่ แล้วเสือนั่นแหละ ถูกยิง
ถูกฆ่าเสีย ตายเอง แต่ถ้าเสือมีป่าที่ดี คือมีสติที่ดี เสือก็จะเป็นฝ่ายที่ซุ่มอยู่
แล้วก็จับกิเลสซึ่งเป็นเหยื่อนั้นได้โดยง่ายดาย

คนบ้าไม่มีสติ คนบ้าเป็นคนที่ไม่มีสติ เมื่อทำตนเป็นคนบ้าเสียแล้ว มันก็
ไม่มีสติ จึงมีอาการ เหมือนกับ เสือที่ไม่มีป่าจะอยู่ เหมือนกับ เสือที่ไม่มีป่า
จะซุ่มจะซ่อน มันก็หมดความเป็นเสือ หรือไม่สามารถ จะทำหน้าที่ของเสือ
ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ก็เรียกว่าผู้ปฏิบัติ เหมือนๆ กัน คืออยู่ในลักษณะ
ที่จะต้องเป็นเสือ ด้วยกัน ในเมื่อ มีเหยื่อ คือ กิเลส ที่จะต้องฆ่า จะต้องทำลาย
ด้วยแล้ว ก็จะต้องใช้วิธี เหมือนๆ กัน คือ เป็นอยู่ด้วยสติ จริงๆ

เดี๋ยวนี้ ชอบเป็นคนบ้า เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้
มากลายเป็น คนบ้า ไปเสีย ทั้งวัน ทั้งคืน อย่างนี้ ก็คือไม่มีสติ จึงเป็น เหมือน
กับ เสือที่ไม่มีป่า ที่จะซุ่มสำหรับจับเหยื่อ คือกิเลส แล้วจะไป โทษใคร? สิ่ง
ที่เป็นกิเลส คือ ตัวกู-ของกู นั้น มันก็แพร่หลายมาก มันก็ ออกลูก ออกหลาน
มากมาย จนยากที่จะ ปราบมันได้ หรือกำจัดมันได้

             คัดจาก หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๒ เรียบเรียงโดย
          นาย พินิจ รักทองหล่อ พิมพ์ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๐ โดย ธรรมทานมูลนิธิ                                อ่านต่อ

 


เสียงเพลง...แห่งธรรม
19 เสียงดนตรีชั้นดาวดึงส์

 

 

                                                     

        ทะเบียนพาณิชย์อีเลคทรอนิคส์ เลขที่  3500700033173   www.tmd.go.th       www.weredhome.com/       http://www.rakdang.com/     www.watchomlhiri.com   http://thaitvnews2.blogspot.com/2011/05/blog-post_6097.html       

Copyright (c) 2009 by dcmbusiness.com              084-150-7209 , 086-428-8613     vitcm1@gmail.com